รวยและสวยได้ด้วยJeunesse
รวยและสวยได้ด้วยJeunesse

        Home   Today News   Web-Board    Sponsor   News   Miscellanous          


 บริษัท vShip4U อเมริกา
 Realtime World-Clock
 Hatinh Tour
 Mega Million Jackpot $326M
 Mega Million Jackpot $355M
 $1.5B Powerball Winner
 PowerBall $590M winner
 Thai lottery Result-Chk
 BellAir Shuttle
 ราคาประเมินที่ดิน, คอนโด
 Anniversary Maephim Group
 Thai Restaurant in Blaine, Washington
 Warehouse Asia
 Yahoo Greeting
 Thai-YellowPage USA
 Thai Tel-Search ToT
 US PersonSearch
 CountryCode Search
 USA Advance Search
 SnapFish Photo Album
 ShutterFly Photo Album
 PhotoBucket Album
 Job DB
 อีเมลล์ Yahoo Mail
 อีเมลล์ Hotmail
 Currency Exchange Rate
 WorldExchangeRate
 Paypal ส่งเงินทั่วโลก
 US Bank
 President Choice MC
 KEY-Bank
 Chase Canada
 Bank Of America
 Citi-Bank
 Bank of America
 OptionsMasterCard
 Capital One Bank
 BMO Bank
 TD Bank
 CIBC Bank
 Bangkok Bank LogIn
 Kasikorn Bank
 Amazon
 Thai LA.net
 US CIS
 American VISA
 Safety-Technology KU
 Thai Council of Prof-Engineer
 APEC Assessment
 APEC Engineers Manual
 ToastMaster Division-J
 Vancouver Business Network
 เวป Used Market
 Classified Page
 WorldMostClassified
 Unitel Lao
 I-Smart Engineering
 เวป Pantip มาร์เก็ต
 Canada -Kijiji
 Pattaya Classified
 Savan Park
 Vancouver Used
 คนไทยใน Sydney, Australia
 Classified Singapore
 S'pore Classified Website
 ศูนย์รวมComputor&Part
 Today in History TV
 Internet TV (1,000 Ch.)
 CNN-HeadLine
 Siam Media USA
 SIAM Town USA
 Thai in WA
 Rujirat News
 Thai-TV Nation Channel
 ฟัง "สนธิ" Click ที่นี่
 ManagerMultimedia
 Doo ThaiTV
 HotTV LeeNa Jang
 Watch ASTV now
 See San TV
 Thai TV Online
 Radio Online
 International Dictionary
 Fun with Science
 Astronomy Games
 Math Racing Games
 วิชาการดอทคอม
 Countries Study Index
 Job Canada
 Canada Gov-Job
 Job DB
 Job Monster
 Career Click
 Job in USA
 JobSet
 M & A Group
 US Lottery Visa 2006
 About 1CellNet "Voice"
 ชำระเงินPay Online
 USA Lotto Visa


Sponsor

ศูนย์ส่งเสริมชาวไทย






คุณสามารถช่วยหยุดอาชญากรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วนี้ได้ ถ้าตัวคุณเองหรือคุณรู้จักใครที่เคยหรือกำลังถูกนายจ้างปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดว่าถูกข่มขู่หรือถูกบังคับให้ขายบริการ ถูกทำร้ายทางร่างกายและทางจิตใจ ไม่มีอิสรภาพในการติดต่อกับคนอื่นหรือในการไปไหนมาไหน ได้รับค่าแรงน้อยมากหรือไม่ได้รับเลย หรือถูกยึดเอกสาร เช่น บัตรประจำตัว หรือ หนังสือเดินทาง กรุณาติดต่อศูนย์ส่งเสริมชาวไทยทันที ที่เบอร์โทรศัพท์ 323-468-2555 ทางศูนย์ฯ จะเก็บข้อมูลทุกอย่างรวมถึงสถานะการเข้าเมืองของคุณเป็นความลับ
ข่าวคนไทยในอเมริกา
ไทยทาวน์ ยูเอสเอ นิวส์


เกสร ยิ้มแย้มแจ่มใสกับลูกสาวสองคน ในพิธีแต่งงานของลูกสาวคนโต

รายงานการต่อต้านการค้ามนุษย์ ฉบับที่ 4 : "เกสร" เหยื่อผู้ไม่เคยยอมแพ้


คุณเกสร เป็นคุณพ่อที่มีภาระต้องดูแลลูกสาวสองคน จึงต้องทำงานหนัก ไม่ว่าจะรับจ้างทำงานในไร่หรือทำงานก่อสร้าง เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอดได้ไปวันๆ

เขาเป็นคนจากภาคอีสาน ซึ่งเป็นดินแดนที่มีหญิงชายจำนวนมาก ได้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ เนื่องจากภาคอีสานเป็นภาคที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความแห้งแล้ง ไม่อุดมสมบูรณ์ ทำให้คนอีสานต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิตอย่างยากลำบาก ผลผลิตที่ได้มักไม่เพียงพอต่อการยังชีพของครอบครัว ดังนั้นทั้งชายหญิงเป็นจำนวนมากจึงต้องหารายได้เพิ่มเติม โดยการรับจ้างทำงานสองถึงสามงานเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว 
              คุณเกสรก็เป็นคนหนึ่งซึ่งเคยตกอยู่ในสภาพนั้น ในอดีตคุณเกสรมีรายได้เพียง 5,000 บาทต่อเดือน ด้วยรายได้เพียงแค่นี้ ทำให้คุณเกสรสงสัยและกังวลว่าเขาจะสามารถส่งเสียให้ลูกสาวทั้งสองคนให้ได้รับการศึกษาที่ดีได้อย่างไร เพราะลำพังการหาเลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอดไปวันๆ ก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง

ในปี 2002 คุณเกสรได้รับการติดต่อจากนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งเป็นคนที่คุณเกสรรู้จักคุ้นเคยเป็นเวลานานถึง 15 ปี นักการเมืองท้องถิ่นคนนี้รู้จักบริษัทจัดหางานชื่อ บริษัท โคตะ แมนพาวเวอร์ ประเทศไทย และได้บอกกับคุณเกสรว่าบริษัทโคตะกำลังเปิดรับสมัครช่างเชื่อมให้ไปทำงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกากับบริษัททรานส์ เบย์ สตีล จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่นาปา โดยคนงานจะได้รับค่าตอบแทนเป็นชั่วโมงละ 7 ดอลลาร์ และทางบริษัทรับรองว่าจะได้ทำงาน 40 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ ดังนั้นคุณเกสรก็จะมีรายได้ ถึง 49,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเกือบเป็น 10 เท่าของรายได้ที่คุณเกสรสามารถหาได้จากการทำงานรับจ้างทั่วไปในภาคอีสาน

การไปทำงานต่างประเทศจึงกลายเป็นแสงสว่างส่องทางให้กับชีวิตของคุณเกสร ซึ่งคุณเกสรก็ไม่อยากจะพลาดโอกาสครั้งนี้ เพราะนี่คือโอกาสที่เขาสามารถจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวเขาดีขึ้น แม้ว่าการเป็นช่างเชื่อมจะเป็นงานที่ตรากตรำ อันตราย และต้องเดินทางไปทำงานไกลถึงประเทศที่คุณเกสรไม่รู้จักภาษาและวัฒนธรรมของเขาก็ตาม

แต่หลังจากที่คุณเกสรได้อ่านสัญญาการจ้างงานแล้ว คุณเกสรก็ไม่ลังเลที่จะตัดสินใจไปทำงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกา คุณเกสรได้ขอยืมเงินจำนวน 550,000 บาทจากญาติ และกู้เงินด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินจริงเพื่อที่จะนำเงินไปจ่ายค่านายหน้าและค่าขอวีซ่า และก่อนที่จะเดินทางมาทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกา คุณเกสรต้องผ่านการอบรมจากกระทรวงแรงงานเพื่อให้ได้ใบประกาศเป็นช่างเชื่อม

คุณเกสรได้ตั้งตารอคอยวันที่จะมาทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่สิ่งที่เขารอคอยกลับกลายเป็นงานที่ไม่เป็นไปตามสัญญา และได้รับเงินเดือนในจำนวนที่เขาไม่มีวันนำไปใช้คืนหนี้ได้หมด และยิ่งไปกว่านั้นเขาก็อาจจะกลายเป็นผู้เข้ามาทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างผิดกฎหมาย

ทันทีที่คุณเกสรได้เดินทางมาถึงประเทศสหรัฐอเมริกา เขาได้ถูกพาไปร้านอาหารไทยที่มีคนเกาหลีซึ่งชื่อว่า มิสเตอร์คิม เป็นเจ้าของ ณ ร้านอาหารไทยนี้ คุณเกสรทำงานเสมือนไม่ได้รับค่าตอบแทนเลย เพราะเขาทำงานวันละ 12 ถึง 15 ชั่วโมง และเป็นเวลา 7 วันต่ออาทิตย์ แต่กลับได้รับเงินแค่ 100 ดอลลาร์ (4,400 บาท) ต่อเดือน มิสเตอร์คิมบอกกับคุณเกสรว่าเขาจะส่งเงินเดือนที่เหลือของคุณเกสรให้กับครอบครัวของคุณเกสรที่ประเทศไทย แต่มิสเตอร์คิมไม่เคยส่งเงินให้ครอบครัวคุณเกสรเลย

คุณเกสรรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งเป็นความผิดปกติที่เห็นได้ชัด และเขาอยากจะหลบหนีออกจากร้านอาหารไทย แต่มิสเตอร์คิมได้จ้างคนไทยคอยสอดส่องคุณเกสรตลอดเวลาและยึดพาสปอร์ตของคุณเกสรเพื่อไม่ให้คุณเกสรไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจ มิสเตอร์คิมได้พูดโกหกต่อคุณเกสรว่าถ้าคุณเกสรหลบหนี คุณเกสรอาจจะถูกตำรวจของประเทศสหรัฐอเมริกาจับ และอาจถูกส่งกลับเมืองไทยในฐานะผู้หลบหนีเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างผิดกฎหมาย

ตลอดระยะเวลาที่อยู่กับมิสเตอร์คิม คุณเกสรถูกนำไปอยู่ในที่พักซึ่งอยู่ห่างจากชุมชนชาวไทย และคุณเกสรไม่สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นภาษาไทยเลย ไม่มีหนังสือพิมพ์ไทยให้อ่าน และไม่เคยได้ติดต่อคนไทยที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งคุณเกสรกล่าวว่า “ผมไม่เคยรู้เลยว่ามีชุมชนชาวไทยในประเทศสหรัฐอเมริกา แม้ว่าผมได้อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาหลายเดือนแล้วก็ตาม นอกจากเพื่อนคนงานที่ถูกหลอกให้มาทำงานเหมือนผมที่ร้านอาหารแล้ว ผมไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุยกับคนไทยทั่วไป และไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่เป็นภาษาไทยเป็นเวลาหลายๆ เดือน” คุณเกสรนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและกล่าวต่อไปว่า “พวกผมถูกแยกให้อยู่ห่างจากชุมชน เพราะมิสเตอร์คิมกลัวว่าพวกผมจะได้รับความช่วยเหลือจากคนไทยและอาจจะหลบหนี”

เมื่อไม่มีเอกสารทางกฎหมายติดตัว ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ และไม่รู้จะไปขอความช่วยเหลือจากใคร คุณเกสรและเพื่อนคนงานอื่นๆ จึงไม่รู้จะหนีไปอยู่ไหนแต่กลับต้องจำยอมให้มิสเตอร์คิมหลอกใช้ทำงานต่อไป

จนกระทั่งมิสเตอร์คิมขายร้านอาหารของเขา คุณเกสรและเพื่อนคนงานอื่นๆ ก็ถูกปล่อยตัวให้เป็นอิสระ แต่ฝันร้ายก็ยังไม่หมดไปเพราะมิสเตอร์คิมไม่ยอมคืนพาสปอร์ตให้กับคุณเกสร คุณเกสรจึงต้องอาศัยอยู่กับความกลัวที่ว่าเขาอาจจะถูกตำรวจอเมริกันจับตัว และถูกส่งกลับเมืองไทยไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพราะในเวลานั้น คุณเกสรยังไม่พร้อมที่จะถูกส่งกลับเมืองไทย เพราะยังติดหนี้เป็นจำนวนมากและจำเป็นต้องอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกาต่อเพื่อที่จะได้หาเงินใช้คืนหนี้ให้หมด ดังนั้นจึงได้หลบซ่อนตัวตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ตำรวจทั่วไปหรือตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเจอ คุณเกสรจะเดินทางไปร้านอาหารที่เขาทำงานตั้งแต่เช้าและกลับเข้าที่พักในเวลาตอนดึก ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่ค่อยมีตำรวจคอยตรวจตราตามท้องถนนแล้ว ถ้าคุณเกสรต้องการซื้อของใช้ที่จำเป็น เขาก็จะวานให้เพื่อนช่วยซื้อให้

ในฐานะที่เป็นชาวพุทธคนหนึ่ง คุณเกสรไม่เคยเดินทางไปวัดไทย ไม่เคยรู้ว่ามีชุมชนชาวไทยหรือไทยทาวน์ และไม่กล้าที่จะเข้าร่วมกิจการใดๆ ที่จัดโดยชาวไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา คุณเกสรต้องทำตัวเสมือนเป็นคนที่ไม่มีตัวตนอยู่ในสังคมอเมริกัน ถึงแม้ว่าเขาได้ถูกปล่อยให้เป็นอิสระเป็นเวลานานแล้วก็ตาม

หลังจากเวลาผ่านไปได้ 2 ปี วันหนึ่งแม่ครัวที่ร้านอาหารที่คุณเกสรทำงานอยู่ได้บอกกับคุณเกสรว่า เขาได้อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ไทยซึ่งเป็นข่าวเกี่ยวกับช่างเชื่อมไทยจำนวน 43 คนที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ และกำลังได้รับความช่วยเหลือจากศูนย์ส่งเสริมชาวไทย (Thai CDC) ในด้านการยื่นฟ้องบริษัทจัดหาแรงงานไทยโคตะ มิสเตอร์คิม และบริษัททรานส์ เบย์ สตีล จำกัด แม่ครัวจึงได้แนะนำให้คุณเกสรไปติดต่อศูนย์ส่งเสริมชาวไทยทันที ดังนั้นคุณเกสรก็ตัดสินใจออกมาและรายงานต่อศูนย์ส่งเสริมชาวไทยกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับเขา

ศูนย์ส่งเสริมชาวไทย (Thai CDC) ได้ช่วยเหลือและให้ความรู้กับคุณเกสรในเรื่องกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา จนคุณเกสรเข้าใจว่าตนเองไม่ได้เดินทางเข้ามาประเทศสหรัฐอเมริกาโดยผิดกฎหมาย แต่กลับตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ หลังจากนั้นคุณเกสรก็ไม่ได้อาศัยอยู่อย่างหวาดกลัวอีกต่อไป เขาได้รับวีซ่าทำงานอย่างถูกกฎหมายในประเทศสหรัฐอเมริกา และต่อมาได้รับทีวีซ่า (T-visa) ซึ่งเป็นวีซ่าที่ทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาออกให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ในเวลาต่อมาคุณเกสรได้รับความช่วยเหลือให้พาลูกสาวทั้งสองคนมาอยู่ร่วมกับคุณเกสรในประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันคุณเกสรกำลังยื่นขอใบเขียวและกำลังจะได้รับอนุมัติภายในเร็วๆ นี้

หลายปีที่ผ่านมา คุณเกสรได้ทำงานอย่างขยันขันแข็งจนสามารถใช้หนี้ได้ทั้งหมด และขณะนี้เขากำลังเข้าฝึกอบรมในโครงการเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กกับศูนย์ส่งเสริมชาวไทย และพร้อมที่จะทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้าสตรี ลูกสาวคนโตของคุณเกสรได้ตกหลุมรักกับคนอเมริกันและได้แต่งงานด้วยกันในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว ลูกสาวคนนี้ของคุณเกสรวางแผนที่จะร่วมทำธุรกิจขนาดเล็กกับคุณเกสร และในขณะเดียวกันเธอก็ยังเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนสอนภาษาไปด้วย ส่วนลูกสาวคนเล็กสุดของคุณเกสรก็กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนมัธยมที่นี่ และเธอได้รับรางวัลเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยมของห้อง คุณเกสรบอกว่าชีวิตของเขาในขณะนี้ถือว่าเป็นชีวิตที่ดีกว่าที่เขาเคยวาดฝันไว้อีก

 “ผมคิดว่าผมน่าจะออกมาขอความช่วยเหลือจากศูนย์ส่งเสริมชาวไทยให้เร็วกว่านี้ และผมคงไม่ต้องเสียเวลาทนอยู่กับความมืดและความหวาดกลัวในสิ่งที่ผมไม่ได้ทำผิด” คุณเกสรได้พูดทิ้งท้ายว่า “ผมก็เป็นคนๆ หนึ่งที่เคยตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ดังนั้นผมอยากให้กำลังใจกับคุณทั้งหลายที่กำลังตกอยู่ในสภาพฝันร้ายเหมือนกับที่ผมเคยเป็นให้ออกมา มันถึงเวลาที่ต้องตื่นจากฝันร้ายนั้นแล้ว”

..........

คุณสามารถช่วยหยุดอาชญากรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วนี้ได้ ถ้าตัวคุณเองหรือคุณรู้จักใครที่เคยหรือกำลังถูกนายจ้างปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดว่าถูกข่มขู่หรือถูกบังคับให้ขายบริการ ถูกทำร้ายทางร่างกายและทางจิตใจ ไม่มีอิสรภาพในการติดต่อกับคนอื่นหรือในการไปไหนมาไหน ได้รับค่าแรงน้อยมากหรือไม่ได้รับเลย หรือถูกยึดเอกสาร เช่น บัตรประจำตัว หรือ หนังสือเดินทาง กรุณาติดต่อศูนย์ส่งเสริมชาวไทยทันที ที่เบอร์โทรศัพท์ 323-468-2555 ทางศูนย์ฯ จะเก็บข้อมูลทุกอย่างรวมถึงสถานะการเข้าเมืองของคุณเป็นความลับ

โดย : ศูนย์ส่งเสริมชาวไทย

 

http://www.thaitownusa.com/New-1002000067-1.aspx



ตอนที่ 1 โหมโรงอยากเป็นหมอนวด ที่อเมริกาต้องทำยังไงบ้าง? อยากทราบเรื่องรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ของหมอนวดคนไทย? ถ้าเรียนจบจากเมืองไทยเราสามารถไปเปิดเองได้มั้ย? ไปทำนวดได้เดือนละเท่าไหร่ ดีกว่าทำครัวหรือเสิร์ฟหรือเปล่า? ทำอย่างไรจึงจะได้ใบอนุญาตนวด และอื่นๆ อีกมากมาย ครับ, จากคำถามต่างๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาทางโทรศัพท์ ทางอีเมล์ หรือการพูดคุยกันโดยตรง ทำให้ผมคิดว่าน่าจะรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้อง และประสบการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับอาชีพนวดของคนไทยที่นี่ โดยเฉพาะในแอลเอ และบางส่วนในอเมริกาเข้าไว้ด้วยกัน เพราะยุคนี้อาชีพที่ถือว่ามาแรงที่สุดคือ “หมอนวด” ที่ปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะคนตาบอด หรือคุณยายแก่ๆ อีกต่อไป แต่เป็นอาชีพที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับคนไทยในอเมริกาทีเดียว ดังนั้นอย่าแปลกใจครับ หากไปพบ หมอนวดปริญญาโท หมอนวดอดีตวิศวกร อดีตข้าราชการครู ปลัดอำเภอ พยาบาล หรือแม้แต่เจ้าของร้านอาหารไทยที่นี่และเจ้าของธุรกิจอื่นๆ ที่ผันตัวเองมาเป็นหมอนวดกันเยอะ แม้ว่าปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจจะซบเซาไปมาก บางคนพูดว่างานนวดตลาดจะวายอยู่แล้ว เปิดกันเยอะแยะไปหมด ในไทยทาวน์ฮอลลีวูดหมอนวดแทบจะเดินชนกัน ถนนบางช่วงมีร้านนวดไทยแทบทุกบล็อก หรือ แม้แต่พลาซ่าติดๆ กันก็มีร้านนวดคนไทยตั้งประจันกันหลายๆ ร้าน แต่พูดก็พูดเถอะครับ เมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ แล้ว งานนวด ก็ยังเป็นทางเลือกที่หลายๆ คนบอกว่าสบายกว่า จึงเกิดคำถามที่ว่าทำไมคนไทยที่นี่ถึงทำกันอยู่แค่สองอาชีพ? คำถามนี้ผมเองก็เคยเจอมาบ่อย คือถ้าไม่ ร้านอาหาร ก็ทำนวด ความจริงคนไทยประกอบอาชีพหลากหลายนะครับในอเมริกา หากเราไม่พูดถึงงานประจำที่จำต้องมีใบทำงาน หรือ ใบเขียวเป็นอย่างน้อย ก็มีคนไทยเปิดธุรกิจอื่นๆ มากพอสมควร เช่น ร้านวิดีโอ ตลาด ร้านขายสัตว์เลี้ยง ประกันภัย โรงงานเย็บผ้า ขายรถ/ขายบ้าน งานแฟร์ แม้แต่ทำสื่อและหนังสือพิมพ์เป็นต้น แต่ที่อาชีพในร้านอาหารและร้านนวดแพร่หลายกว่า คงเพราะเรื่องของความถนัดเป็นอย่างแรก คนไทยอย่างไรเสียก็ต้องรับประทานและทำอาหารไทยเป็น อย่างงานนวดก็มีให้เรียนเยอะแยะที่เมืองไทย ดังนั้นเมื่อมีเจ้าของกิจการดังกล่าวมากขึ้น จึงจำเป็นต้องการพนักงานคนไทยเพราะยังไงๆ ก็ยังพูดกันรู้เรื่อง ทำให้คนไทยที่นี่ก็เปลี่ยนงานกันง่าย ร้านอาหาร/ร้านนวดบางแห่งจะชอบรับคนที่มาใหม่ๆ เพราะกดขี่ง่าย คนมาใหม่ไม่ค่อยรู้อะไรก็โดนใช้สารพัด อย่างร้านนวดหลายๆ แห่ง ถ้าจะมาทำร้านเค้าต้องเสียเงินค่าเรียนท่า เรียน step ของร้านก่อน จะร้อย สองร้อย หรือ ห้าร้อยเหรียญก็ยังมี คนมาหางานหลายๆ คนก็ยอมเสีย เพราะคิดว่าอย่างน้อยก็ได้งานทำ หรือเจ้าของร้านคงมีท่าร้อยแปดกระบวนยุทธ์หนุมานเหินหาว นวดให้ลูกค้าติดใจก็เป็นได้ อีกเรื่องก็เพราะเราอยู่กันแบบไม่มีเอกสารเยอะ งานดังกล่าวจึงเข้าง่ายออกง่ายไม่ผูกมัด เมื่อ 3-4 ปีก่อน ร้านนวดมาแรงมาก แต่ในตอนนี้กลายเป็นว่าคนในอยากออก คนนอกอยากเข้า คนขายร้านนวดมีมากขึ้น ขายเพราะทำไม่ไหว ปัญหาหมอนวดเยอะคู่แข่งก็แยะ ตัดราคากันทั้งลดแลกแจกแถม และอีกกลุ่มคือ พวกทำร้านขายก็มี เพราะทำร้านนวดลงทุนหนักๆ ครั้งเดียว สร้างและตกแต่งร้าน หมอนวดก็ไม่ผูกมัดหลายๆ แห่งจ่ายเงินสด แบ่งกัน 50:50 ไม่ต้องจ้าง มีลูกค้าก็ได้ทั้งคู่ ไม่มีลูกค้าก็ไม่ต้องจ่ายค่าแรง ของไม่เน่าไม่เสียเหมือนร้านอาหาร ส่วนหมอนวดที่ขาดเอกสารก็ไม่มีใครเสียภาษี เจ้าของร้านก็แจ้งทางรัฐว่าขาดทุนทุกปี เอาเงินเข้ากระเป๋าเหนาะๆ เป็นเช่นนี้ไม่รีบทำนวด คนที่เขาเปิดมาก่อนรวยกันไปถึงไหนแล้ว....ตลาดจะวายแล้วเพิ่งคิดจะมาเปิด ก็เลยมีการหลบหลีกกันเอง ขยายไปไกลๆ นอกเขตเมืองใหญ่ก็มีมากมายหลายร้าน บางคนก็ซุ่มไปเปิดอยู่ต่างรัฐ บ้างก็รวยเอารวยเอา บ้างก็กลับมาตายรังที่แอลเอหลายคนครับ ฉบับนี้ขอเกริ่นให้เห็นภาพกว้างๆ ของวงการนวดแค่นี้ก่อนครับ ผมจะเขียนแบบเล่าเรื่องให้ฟังประมาณ easy listening ไม่ต้องการวิชาการจนเกินไป หรือเขียนตำรานวด เพราะคุณผู้อ่านน่าจะไปหาอ่านได้ตามแผงหนังสือที่มีอยู่เยอะแยะมากมาย ส่วนบทความก่อนๆ เรื่องแอลเอไลเซ่น และ แคลิฟอร์เนีย สเตท เซอติฟาย เข้าไปอ่านได้ที่ jamorn.com ครับข้อเท็จ-จริง กรณีใบอนุญาต/ใบรับรองนวด รัฐแคลิฟอร์เนีย1. SB 731 (Senate Bill No. 731) เป็น กฎหมายที่ใช้เวลากว่า 22 ปีของรัฐแคลิฟอร์เนีย เกี่ยวกับ Massage Therapy จนในที่สุดเมื่อปลายเดือนกันยายน 2008 ก็ได้ตราเป็นกฎหมาย เมื่อผู้ว่าฯ ลงนาม ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2009 SB 731 คือ การออก ใบรับรอง(Certification) ไม่ใช่ ใบอนุญาต (License) ในกรณีของ พนักงานนวด กฎหมายดังกล่าวไม่ได้บังคับให้ผู้ที่ประกอบวิชาชีพนวดทุกคนต้องมี หรือ หากไม่มีแล้วจะทำงานไม่ได้ สรุปก็คือเป็นทางเลือกโดยสมัครใจของ "คนนวด" ที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้ 2. เมืองลอส แอนเจลิส ยังคงใบอนุญาตนวดของเมืองเช่นเดิมอยู่ ดังนั้นผู้ที่มี "แอลเอไลเซ่น" ถ้าไม่คิดจะย้ายที่ทำงานไปต่างเมืองต่างรัฐ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำ แต่หากเจ้าของร้านนวด/เจ้าของธุรกิจสปา ต้องการพนักงานที่ได้รับการรับรองจากรัฐเท่านั้น ผู้นวด ก็จำเป็นต้องมี เพราะมีผลต่อธุรกิจดังกล่าว 3. ผู้ที่ได้รับการรับรองจาก CAMTC (California Massage Therapy Council) สามารถทำงานได้ในทุกเมืองในรัฐแคลิฟอร์เนียเท่านั้น ไม่สามรถใช้ไปทำงานต่างรัฐได้ 4. กฎหมายทั้งเก่าและใหม่ในเรื่องการนวดตัว ไม่เกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นกับการนวดหน้า หมายความว่า หากต้องการทำงานนวดตัว ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตนวดหน้า/บำรุงผิว (Facial/Skincare) แต่หากต้องการเปิดธุรกิจนวด จำเป็นต้องมีธุรกิจอื่นที่เป็นหลักและเกี่ยวข้องกัน เช่น ร้านเสริมสวย จึงจะสามารถขอใบอนุญาตนวดของร้านได้ 5. ผู้ที่ต้องการทำใบรับรองจากรัฐจะต้องจบจากโรงเรียน/วิทยาลัย ที่ได้รับการรับรองจาก CAMTC หรือ จาก BPPVE (ถูกปิดลงในปี 2007 เนื่องจากขาดงบประมาณ) และจะต้องผ่าน course เหล่านี้•Anatomy •Physiology •Contraindications •Health&Hygiene •Business&Ethics ใน Transcript โดย CAMTC แบ่งระดับของผู้นวดเป็น 2 ระดับ คือ Massage Therapist และ Massage Practitioner ผู้ที่ไม่ต้องการสอบ ก็สามารถขอได้ (รายละเอียดสอบถามผู้เขียนโดยตรง) 6. การยื่นขอทำใบรับรองจากรัฐ (California Massage Certification) ไม่มีการ หมดเขต ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์มากมายถึงวันหมดเขตรับสมัคร ขอยืนยันในที่นี้อีกครั้งว่า ไม่มี แต่หากต้องการได้เร็วๆ ก็ต้องรีบสมัคร เพราะประมาณการว่าจะมีผู้ยื่นขอกว่าแสนคน และทางเจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่า หากเอกสาร/หลักฐานครบ ภายใน 6 สัปดาห์ควรจะได้รับ 7. ผู้ที่อยู่อย่าง "โร บินฮู้ด" อยู่เกินกำหนดและไม่มีหลักฐานสำคัญ เช่น บัตรประจำตัว (ID) หมายเลขโซเชียล (SSN) หรือ ID หมดอายุไปแล้ว ผู้เขียนไม่สามารถระบุได้ว่าเมื่อขอแล้วจะได้หรือไม่ เพราะจากการพูดคุยกับคณะกรรมการ รวมถึงผู้ที่ออกแบบฟอร์มใบสมัครในวันสัมมนาที่ LAPD เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น สรุปได้ว่า ทำได้ แต่ไม่อนุญาตให้ทำงาน เพราะอย่างที่เรียนให้ทราบว่าไม่ใช่ ใบอนุญาต หรือ ใบทำงาน (รายละเอียดสอบถามผู้เขียนโดยตรง) 8. ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปตรวจโรงเรียนที่จบว่าผ่านการรับรองหรือไม่ และสามารถตรวจความคืบหน้าในการสมัครของตนเองได้ ทั้งหมดเข้าไปดูที่ www.camtc.org หรือ สอบถามรายละเอียดที่ครูอาร์ต 562-569-8688 JAMORN@YMAIL.COMตอนที่ 2 การทำใบอนุญาตนวด เมืองลอส แอนเจลิสขึ้นต้นหัวข้อแบบ นี้ อย่าเพิ่งส่ายหน้าแล้วบอกล้าสมัยไปแล้วนะครับ เพราะบางคนอาจจะบอกว่าเดี๋ยวนี้ใครๆ เขาก็ทำใบรับรองรัฐแคลิฟอร์เนียกันทั้งนั้น แต่เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของเนื้อหา ผมจำเป็นต้องเอาของเก่ามาเล่าใหม่ให้กับผู้ที่สนใจ และยังไม่เคยอ่านวิธีการทำ "ไลเซ่นแอลเอ" และที่สำคัญไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำใบรับรองนวดรัฐแคลิฟอร์เนียได้ทั้งหมด ก่อนอื่นต้องเล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่า ทั้งเมืองลอส แอนเจลิสแห่งนี้ มีผู้ที่รับผิดชอบจริงๆ เกี่ยวกับ massage permit เพียงสองคนเท่านั้น ทั้งที่เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ โดยประมาณกันว่ามี "หมอนวด" อยู่ใน list ราวๆ 37,000 คน โดย Police commissioner สองท่านที่ว่าก็คือ คุณWilliam Jones และ William Huang โดยเฉพาะคนหลังนี้ เจ้าของร้านหลายๆ คน จะรู้จักดีเพราะหนุ่มจีนคนนี้ จะคอยออกตรวจร้านนวดทั้งหลายว่าประกอบการถูกต้องหรือไม่ มีใบอนุญาตหรือไม่ รับพนักงานมีใบอนุญาตหรือเปล่า เป็นต้น จะเห็นได้ว่าเป็นงานที่หนักเอาการ แม้จะมีผู้ช่วยอยู่ 2-3 คนแล้วก็ตาม เจ้าของร้านบางคนนอกจากจะจำหน้าเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 คนได้แล้ว ยังไม่ยอมให้บริการซะอีกเพราะกลัวจะโดนจับผิด ก็น่าสงสารแกอยู่เหมือนกันนะครับ บางทีทำงานหนักเกิดเมื่อยเนื้อเมื้อยตัวขึ้นมาจริงๆ ร้านนวดคนไทย คนจีนกลับไม่กล้าให้บริการ บอกว่าไม่มีหมอบ้าง บอกว่าจะปิดแล้วบ้าง ปัจจุบันระบบการทำงานของ LAPD ดีขึ้นมากๆ ทั้งเร็วขึ้น และเอกสารไม่หล่นหาย ดังนั้นหมอนวดที่เพิ่งจะสอบกันไปต้องใจเย็นๆ นะครับ หากภายใน 3 เดือนแล้วยังไม่ได้ ค่อยเข้าไปติดตาม ขั้นตอนแรก ที่จะยื่นใบสมัครก็ต้องโทรศัพท์นัดกันครับ ทุกวันจันทร์ ไปพบเจ้าพนักงานเพื่อนำเอกสารไปยื่นที่ Parker Center 150 N. Los Angeles St. ในย่านดาวทาวน์แอลเอ และไปสอบกันที่ 122 W 8th St San Pedro โดยจะมีการสอบเดือนละ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 60 ทุกวันพฤหัสฯที่สองและสี่ของเดือน หลายๆ คนถามว่า ทำไมตำรวจจึงเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับหมอนวด นั่นเป็นเพราะการให้บริการนวดถูกจัดเป็น “ความรื่นรมย์สำหรับผู้ใหญ่” (Adult entertainment) ดังนั้น Police Commissioners จึงต้องเป็นผู้ตรวจสอบประวัติ และในสมัยก่อนรัฐแคลิฟอร์เนียร์ ยังเป็น Freedom of Access laws เช่นเดียวกับรัฐไอดาโฮและมินิโซตา หมายความว่าให้แต่ละซิตี้ควบคุมกฎหมาย หมายความว่าให้แต่ละซิตี้ควบคุมกันเอง พูดในอีกความหมายหนึ่งก็คือ เมืองใครเมืองมัน เช่น คุณไม่สามารถใช้ใบอนุญาตของเมืองลอส แอนเจลิสไปทำงานที่เมืองซานตามอนิก้า (Santa Monica) ได้มีคนไทยจำนวนมาก สับสนกับคำว่าลอส แอนเจลิส และกลายเป็นว่าแทบจะทุกคนจะมาทำ “ไลเซ่นแอลเอ” ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องทำไลเซ่นแอลเอ หากคุณคิดจะไปอยู่ต่างรัฐ หรือทำงานนอกเมือง เหตุที่ทำให้สับสนเพราะ ลอส แอนเจลิสเป็นทั้งชื่อเมืองและชื่อมณฑล (City and County) โดยในลอส แอนเจลิสเคาน์ตี้ มีเมืองอยู่รวมกัน 88 เมืองซึ่งก็รวมถึงลอส แอนเจลิส ซิตี้ ด้วย ใน ลอส แอนเจลิส ซิตี้ มีข้อกำหนดขั้นพื้นฐานว่า คุณจะต้องจบจากโรงเรียนที่ได้รับการรับรองจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ในจำนวนชั่วโมงเรียนไม่น้อยกว่า 300 ชั่วโมง จึงจะมีสิทธิ์สอบ ดังนั้นถ้าจะพูดคำว่าไลเซ่นจะมีก็แต่ ไลเซ่นเมืองใดเมืองหนึ่งเท่านั้น ไม่มีไลเซ่น 300 ชั่วโมง 500 ชั่วโมง หรือ 1,000 ชั่วโมงแต่อย่างใด เช่น เมืองเบอร์แบงค์ (Burbank) คุณไม่จำเป็นต้องมีจำนวนชั่วโมงเรียนเลยด้วยซ้ำแต่ต้องสอบให้ผ่าน (สอบที่เดียวกับแอลเอ) เหตุที่ทำให้ผู้คนพากันสับสนก็เนื่องจากมีการสอบอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “เนชั่นแนล เอ็กแซม” จำไว้นะครับว่าไม่การสอบ อินเตอร์ เนชั่นแนล มีแต่ เนชั่นแนล เอ็กแซม เท่านั้น National Exam หรือ The National Certification Board for Therapeutic Massage & Bodywork (NCBTMB) เป็นการสอบวัดระดับความรู้ในหลายๆ ด้านของผู้ที่ทำอาชีพนวด เช่น ความรู้ด้านกายวิภาค (Anatomy), ท่านวดและการรักษาอาการ, ศีลธรรมและความรู้ทางด้านธุรกิจเป็นต้น โดยผู้ที่จะมีสิทธิ์สอบได้ต้องมีชั่วโมงเรียนอย่างน้อย 500 ชั่วโมงขึ้นไป และในเมืองแอลเอนี้ ไม่มีการกำหนดว่าคุณจะต้องมี NCBTMB ซึ่งต่างจากเมืองลาสเวกัส รัฐเนวาด้า ที่ข้อกำนดของผู้ที่จะมีไลเซ่นต้องผ่าน และสอบได้ National Exam มาแล้ว การทำ National Exam เสียค่าสมัคร 175 ดอลลาร์ (จากเดิม 225 ดอลลาร์) เป็นการสอบข้อเขียนภาษาอังกฤษ หากสนใจติดต่อสอบถามได้ที่ NCBTMB 1901 South Meyers Road, Suite 240 Oakbrook Terrace, IL 60181 Tel: 1-800-296-0664 กลับมาที่แอลเอ การสอบจะมีทั้งข้อเขียนและปฏิบัติ โดยการสอบข้อเขียน คุณสามารถขอเป็นภาษาไทยได้ ผู้สอบจะต้องได้คะแนน 28 จาก 40 ขึ้นไปจึงจะสอบผ่าน ส่วนภาคปฏิบัติ จะต้องได้ 42 จาก 60 ขึ้นไป หากสอบตกอันใดอันหนึ่ง ต้องมาทำการสอบใหม่เฉพาะอันนั้น มีโอกาส 3 ครั้ง หากยังตกอีก จะต้องเริ่มกระบวนการสมัครใหม่ทั้งหมดและต้องรออีก 1 ปีจึงจะสมัครใหม่ได้ หลักฐานและคุณสมบัติของผู้สมัครใบอนุญาตนวดแอลเอ เนื้อหาตรงส่วนนี้นับว่าสำคัญที่สุดที่ผมอยากจะเขียนถึง เพราะมีหลายคนได้เสียเงินเสียทองไปเป็นจำนวนมากเพื่อที่จะทำ “ไลเซ่น” แต่ปรากฏว่าเอาเข้าจริงๆ ไลเซ่นไม่มา เพราะขาดหลักฐานการที่คุณจะ มีไลเซ่นได้ต้อง 1. มีบัตรประจำตัวรัฐแคลิฟอร์เนีย (CA ID Card) ที่ยังไม่หมดอายุ 2. หนังสือรับรองการศึกษา (Transcripts) จากโรงเรียนที่ได่รับการรับรองอย่างน้อย 300 ชั่วโมง 3. ใบผ่านการพิมพ์ลายนิ้วมือ (Live Scan) 4. รูปถ่าย 1 x 1 นิ้ว 3 ใบ 5. ใบผ่านการตรวจโรคติดต่อ TB จากแพทย์ (Medical Exam) 6. กรอกแบบฟอร์มของทางซิตี้ให้สมบูรณ์ 7. ค่าสมัคร 522 ดอลลาร์สำหรับทำกับร้านเป็นพนักงาน และ เพิ่มอีก 730 ดอลลาร์ สำหรับทำข้างนอกร้านและเป็น Self-employed สามารถไปสมัครได้ที่ LAPD และจ่ายค่าสมัครที่ Office of Finance ทั้ง 8 แห่งใกล้บ้านคุณ ตอนที่ 3 กฎหมายของแต่ละรัฐ เนื่องจากหนังสือพิมพ์ไทยทาวน์ยูเอสเอได้ส่งไปต่างรัฐ รวมถึงมีเว็บไซต์ให้ได้อ่านกันทั่วโลก ทำให้คนไทยทั้งที่อยู่ต่างรัฐและในเมืองไทยได้อ่านด้วย ผมได้รับอีเมล์และโทรศัพท์มากมายสอบถามถึงข้อกำหนดในแต่ละรัฐ ฉบับนี้จึงขอนำเสนอเป็นบทสรุปดังต่อไปนี้ครับ. คลิกลิงก์ เพื่ออ่าน บทสรุปได้ที่นี่ http://www.thaitownusa.com/massage.html










The Massage Clubจามร สันติวณิชย์ (ครูอาร์ต)ตอนที่ 4 ประเภทของร้านนวดคนไทย (1)ทำไมต้องมี การแบ่งประเภทกันด้วย? บางคนอาจจะตั้งคำถาม ซึ่งจริงๆ แล้ว ร้านนวดแต่ละประเภทนั้นผมเป็นผู้แบ่งเองตามประสบการณ์ที่ได้พบเจอ และหากผู้อ่านท่านใดคิดว่ามันมีนอกเหนือไปจากนี้อีก ก็ส่งความคิดเห็นมาได้ตามอีเมล์ผมข้างต้นนะครับ ผมขอแบ่งประเภทร้านตามวิธีการนวด เพราะจะเห็นภาพง่ายกว่าแบ่งประเภทร้านตาม วิธีการเปิดร้าน โดยในความเป็นจริงนั้น เรียกว่าทางด้านเทคนิคก็แล้วกัน เราแทบจะไม่สามารถขอเปิดร้านนวด 100% ได้เพราะต้องมีธุรกิจอย่างอื่นเป็นหลักแล้วจึงเพิ่มนวดเข้าไป เช่น ร้านเสริมสวย ทำเล็บ นวดหน้าบำรุงผิว หรือ สปาครบวงจร แม้แต่ยิมออกกำลังกายและศูนย์สุขภาพพยาบาล ซึ่งบางร้านก็อาศัยคลินิกหมอ มาทำเป็นร้านนวด นอกจากนี้ยังมีอีกแบบคือ ทำร้านนวดเท้า แต่เอาเข้าจริงก็นวดทั้งตัวแหละครับ 1. นวดอย่างเดียว ความจริงมันควรจะเป็นอย่างประเภทแรกนี้ทั้งหมด เพราะเราเป็นร้านนวดนี่ครับ คำว่า นวดอย่างเดียว หรือที่หมอนวดหลายๆ คนพยายามจะบอกลูกค้าว่า massage only ก็เพราะว่าเจอพวกทะลึ่งเข้า ร้านประเภทนี้สังเกตง่ายๆ อย่างแรกพนักงานจะมีเครื่องแบบ(uniform) ไม่ว่าจะเป็นชุดของร้านที่ออกแบบมาเอง หรือ ชุด scrub ก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าร้านใดไม่มี uniform จะไม่ได้นวดอย่างเดียวนะครับ นี่เป็นข้อสังเกตเบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจากการแต่งกายที่ดีสมเป็นมืออาชีพอย่างน้อยพวกกามๆ ทั้งหลายเห็นแล้ว อาจจะเขินที่จะถามอย่างว่า บางคนก็ฝ่อไปเลย บิ๊วอารมณ์ไม่ขึ้น บ้างก็เดินออกจากร้านทันทีพอเห็นพนักงานรุ่นน้ารุ่นป้าใส่ชุด scrub ออกมา เครื่องแบบเป็นเครื่องกันพวกนี้ไปในตัวดีมั้ยล่ะครับ ผมจึงขอแนะนำว่า ท่านเจ้าของร้านใดที่คิดว่าร้านท่าน นวดอย่างเดียว ควรจะมีชุด uniform สำหรับพนักงาน เพราะนอกจากกันพวกกามแล้วยังปลอดภัยเมื่อเจ้าหน้าที่ออกตรวจร้าน ตรวจใบอนุญาตคนนวดอีกด้วย เดี๋ยวนี้เค้าจับไต๋ได้แล้ว เพราะหมอนวดบางคนยังไม่มีใบอนุญาต(license) ก็มาทำนวดก่อน (เพื่อหาเงินซื้อใบเอ๊ยค่าสมัครเรียน) มือยังมีคราบน้ำมันผสมกลิ่นยาหม่องอยู่เลย พอตำรวจมา ทำเนียนบอกมาหาเพื่อน มาเยี่ยมญาติ มาเที่ยว (ดูงาน) มั่งล่ะ ก็เลยโดนตั๋ว (ticket) ไปตามระเบียบ(ใหม่) เนื่องจากไม่มี uniform พ่วงด้วย ไม่มี license นอกจากชุดแล้ว ก็มาดูวิธีการตกแต่งร้าน วิธีการโฆษณา และที่สำคัญคือ ดูที่เจ้าของร้าน ถ้าแต่งร้านแบบมืด ถึงแทบจะมองอะไรไม่เห็น และลงโฆษณาหวือหวามาก นั่นก็เดาได้เลยว่า คงไม่ใช่ นวดอย่างเดียวแล้ว แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับการได้พูดคุยกันก่อนทำงานกับเจ้าของร้านครับ เจ้าของบางคนก็บอกเลยว่าที่นี่นวดอย่างเดียวนะ ห้ามเรื่องนั้นเด็ดขาด บางร้านถึงขนาดมีอคติกับพนักงานสาวๆ ใครมีลูกค้าติดมากจะจ้องจับผิด หรือ คอยแอบดูเวลานวด แต่หารู้ไม่ว่าแก่ๆ บางคนน่ะน่ากลัวกว่าเด็กๆ เยอะ ผ่านสนามหลวงมาอย่างโชกโชน ก็ขอให้บรรดาเจ้าของร้านทั้งหลายเช็กประวัติคนมาสมัครงานกันหน่อยครับ คนนวดเองก็ต้องมีจุดขายด้วย ทำงานร้านที่นวดอย่างเดียวคุณต้องมีวิชา มีเทคนิค มีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้น ต้องสะอาดไม่ต้องสวยไม่ต้องสาวแต่ขอให้ดูดี ถึงคุณจะเก่งแค่ไหน แต่กลิ่นตัวแรงลูกค้าคนไหนจะกลับมาหาคุณอีกล่ะครับ ส่วนเจ้าของร้านบางคนจะบอกตั้งแต่ก่อนทำงานเลยร้านเค้าต้องทำนะ เจ้าของบางคนก็บอกไม่รู้ไม่ชี้ทำอะไรกันในห้องเพราะไม่ได้นั่งเฝ้าตลอดเวลา ทำตัวแบบ turn a blind eye ผมไม่เชื่อว่าหากร้านนวดจริงๆ นวดอย่างเดียวจะควบคุมไม่ได้ มันมีวิธีครับ...ฉบับหน้าผมจะมาคุย ให้ฟังถึงร้านนวดประเภทต่อไป The Massage Clubจามร สันติวณิชย์ (ครูอาร์ต)ตอนที่ 5 ประเภทของร้านนวดคนไทย (2)2. Happy Endings การให้บริการของร้านประเภทนี้มีมานานแล้วครับ ตั้งแต่ก่อนที่คนไทยจะมาทำอาชีพนวดกันอย่างแพร่หลายแบบปัจจุบัน เรากำลังทำแบบคนเกาหลี หรือ คนจีน ที่เค้าบุกเบิกงานนวด (ที่ไม่ดี) มาก่อน การนวดประเภทนี้เมื่อเริ่มต้นนวดก็จะเหมือนกับนวดทั่วๆ ไปจนพอใกล้จะจบ คนนวดก็จะทำการสำเร็จความใคร่ด้วยมือให้กับลูกค้า หรือ พูดง่ายๆ ก็คือ "ชักว่าว" ให้ในตอนจบเพื่อสุขสมอารมณ์หมายนั่นเอง คือที่มาของคำว่า แฮปปี้ เอ็นดิ้ง (Happy Ending) อย่าหาว่าผมหยาบโลนนะครับ ก็เรื่องทั้งหมดนี้ผมมาเล่าให้ฟังด้วยคำพูดง่ายๆ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย แม้จะไม่ได้เคยใช้บริการแบบนี้ก็ตามที อย่าว่าแต่ผมที่หลายๆ คนรู้จักเลย หนุ่มไทยคนไหนอยากลองรับบริการประเภทนี้จากคนไทยด้วยกันเห็นจะยากครับ เพราะพวกเธอจะอาย/ไม่กล้าทำให้คนไทย ก็สังคมที่นี่มันแคบ คนไทยที่นี่ก็ปาก...ไหนเลยพวกหล่อนจะยอมให้ใครรู้ว่าทำงานอะไร นอกจากนี้ การทำแฮปปี้ เอ็นดิ้ง ไม่จำกัดเฉพาะอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนะครับ บางคนใจถึงถอดท่อนบนนวดก็มี หรือ ให้ลูกค้าลูบๆ คลำๆ ก็เยอะ ที่อ่านมาทั้งหมดนี้ผู้อ่านบางท่านอาจจะอุทาน โอ้แม่เจ้า นี่มัน "ขายตัว" ชัดๆ พูดอีกก็ถูกอีกครับ เพราะคนที่โดนตำรวจจับคดีนี้ถือว่าเป็นการค้าประเวณี (prostitution) ถ้าบังเอิญได้มาอ่านก็เลิกเถอะนะครับ ถ้ายังคิดจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกนานๆ รายได้จากการทำงานแบบนี้หลักๆ มาจากทิป ราคามาตรฐานก็ $50 ขึ้นไป บางคนได้หลายร้อยก็มี เป็นที่น่าเศร้าใจครับ ที่มีคนไทยเปิดร้านนวดประเภท happy ending กันเยอะ คนนวดบางคนก็แฝงตัวอยู่ในร้านที่เค้านวดกันจริงๆ ก็มี อย่างนี้ต้องระวัง เพราะตำรวจเค้าก็ไวนะครับ ได้กลิ่นตรงไหนปุ๊บเค้าก็จะส่งสายเข้าไปทันที ร้านประเภทนี้ทำให้คำว่า Thai Massage แปรเปลี่ยนไปในความหมายของเรื่อง sex หลายวันก่อนอ่านข่าว "มิยาบิ" Maria Ozawa นักแสดงภาพยนตร์ผู้ใหญ่ (AV) ของญี่ปุ่นจะมาเมืองไทย อึดนึกไม่ได้ว่าไม่กี่ปีนี้เอง น้องนางก็เกาะกระแสกะเค้าเหมือนกันเลยมีหนังออกมาเรื่องนึงชื่อ Thai Massage แหม โฆษณาให้เราซะนี่ แต่เนื้อหาไม่มีอะไรนอกจากนวด sensual massage และกิจกรรมอย่างว่า เสียหายกันไปหมด จนกระทั่งร้านนวดดีๆ ของคนไทยเดี๋ยวนี้เค้าไม่กล้าขึ้นป้าย Thai Massage กันแล้ว ก็พวกเล่นเข้ามาต่อว่า...เฮ้ ร้านยูไม่มีแฮปปี้ เอ็นดิ้ง แล้วดัน((CENSOR)) ขึ้นป้าย ไทย มะซาต ทำไม (ว่ะ)...เวรรรร...กรรม คนนวดประเภทนี้ แม้จะถูกมองว่าเป็นตัวการบ่อนทำลายวงการนวดไทย ต้องกำจัดและกีดกันให้สิ้นซาก ผมอยากจะให้มองถึงสาเหตุ และให้โอกาสสำหรับบางคนที่มีความจริงใจที่จะเลิกทำงานแบบนี้ กลับตัวกลับใจสังคมคนนวด ก็น่าจะให้อภัยกันนะครับ อีกอย่างการนวดแบบนี้ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะหมอนวดหญิงเท่านั้น แต่รวมไปถึงหมอนวดชายด้วย เพราะจะให้บริการกับกลุ่มเกย์ รักร่วมเพศ หมอนวดชายบางคนก็ไม่ได้เป็นเกย์ แต่เพราะต้องการเงินด่วนเลยจำใจทำ แต่กับหมอนวดชายที่เป็นนั้น ถือเป็นงานที่หล่อนรักเลยทีเดียวเพราะได้ทั้งเงินทั้ง "จับ" มีการนำเอามาคุยกันถึง "ขนาด" เป็นที่สนุกสนาน บางร้านก็มีกะเทยด้วย คือแต่งหญิงมันซะเลย บ้างก็แปลงเพศแล้วก็มี แต่อย่าเหมารวมกะเทยทุกนางนะครับ เพราะกะเทยหลายๆ คน รวมถึงเกย์ด้วยก็นวดอย่างเดียวและนวดดีด้วยก็เยอะ เขียนถึงตรงนี้ผมอยากจะขอร้องทั้งคุณเจ้าของร้านและพนักงานนวดประเภทนี้ว่า เลิก ซะเถอะครับ มันเป็นบาป เงินที่ได้มาก็เงินบาป ถึงคุณจะตั้งหน้าตั้งตาชัก (ว่าว) ไม่กี่เดือนก็มีเงินจ้างคนแต่งงาน ออกรถใหม่ เป็นเจ้าของร้าน (แม่เล้า) แต่ต่อไปชีวิตคุณจะดีได้อย่างไร ตราบาปมันจะอยู่ในใจคุณตลอดชีวิต เมื่อคุณแต่งงานมีครอบครัว หรือ คนที่แต่งงานแล้ว สามี/ภรรยา รวมถึงลูกคุณจะคิดยังไงหากวันนึงรู้ว่าคุณเคยเป็น โสเภณี มาก่อน โสเภณี ไม่ได้หมายถึงต้องมีการร่วมเพศทางอวัยวะเพศเสมอไปนะครับ อันนี้เป็นเรื่องของความรู้สึกนึกคิดหรือจิตใจ เป็นเรื่องนามธรรม หากคนมันชั่ว ก็จะมองข้ามไป เอางี้ผมแนะนำให้ "ขาย" ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย แต่อย่าเอาศาสตร์การนวดไทยมาบังหน้า ถ้าอยากทำให้ถูกกฎหมายก็ขอร้องไปหากินไกลๆ แถวๆ ลาสเวกัสก็ได้ แต่หากจะมองในเรื่องรูปธรรมคุณกำลังบ่อนทำลายศักดิ์ศรี ทำลายคุณค่าและมรดกของชาติไทยให้แหลกคามือที่คุณกำลังกำอวัยวะเพศของคนต่าง ชาติเช่นนั้นหรือไม่? เมื่อคราวซวยมาถึงคุณโดนจับ ถูกมัดทั้งพยานและหลักฐาน อเมริกันดรีม( American Dream)ของคุณก็จะกลายเป็น American Nightmare ไปในบัดดล










The Massage Clubจามร สันติวณิชย์ (ครูอาร์ต)ตอนที่ 6It begins before you even get to my office. You call me, I answer, and you start asking me things like, "Is it a FULL BODY massage?" Then, you tell me I sound sexy. You ask if I'm going to do your massage. Before I became a massage therapist, I always thought that happy endings were good things. You know, like you read about in fairy tales. "They lived happily ever after. The End." People think it's easy to become a massage therapist. I blame the commercials. They always say "In less than a year, I got on the road to a health care career!" They never mention that in LESS THAN A YEAR, we know the names, locations, and functions of every body part. Not just 206 bones, but even the myelin sheath that surrounds the axons of your neurons. We've studied diseases and skin conditions. We learn about Eastern medicine, too. This involves energy, points, channels, colors, seasons, emotions... We packed all of that, and much more, into our brains. I think that deserves a hint of respect. You guys come to my office without even taking a shower first. Sir, you're going to be naked on my table, and I'm only going to be an arm's length away. It's June, and we're in Los Angeles. The room stinks before you've even finished undressing. Oh, and you haven't even passed gas yet... which half of you do. Most of you start face down. In a way, that's nice for me. You're can't be too aggressive with your sexual harassment yet. That's what I think, eh? As soon as I move that towel, you spread your thighs and lift your ass. I wasn't going to touch your musky hole in the first place... but I'm having a hard time convincing myself to do your thighs with all of the funk in the air. After waving it around for a minute, you realize I'm not going to be entering your back door. So you sigh unhappily, reach down to adjust, and lay back on the table. I finish your feet, and it's time to turn over. I've continued the massage, you're flipped over. We can pretend all of that ugliness never happened. Why, oh why, didn't you brush your teeth? Or chew some gum? I'm massaging your face, pressing on your sinus points, and you smell like something took a crap in your mouth, and then died. No, this is NOT a good time for you to reach up and caress my hand. I didn't want you to do it in the first place, and now I REALLY don't want you to. I try to move on as quickly as possible... but then I remember that I'm getting closer to that other area. You're going to ask me, aren't you? I cringe the whole time that I massage your stomach. I move the towel so I can get to your thigh. PHEW! You didn't ask! I'm so relieved, I forgive the crap from earlier. I'm working on your feet when I see movement from the corner of my eye. No, don't! NO! You've moved the towel a little, thinking you're subtle... and I can smell your nasty sweaty balls. I ignore you totally. Even if I was that kind of girl, I wouldn't do that for you. I only have your other leg left, so I hurry. I tell you that the session is done...and then you ask. "Does this massage have a HAPPY ENDING?" I say you should take your time getting dressed and head for the door. I'm daydreaming of a bath in bleach. Undiluted. You ask again, because you apparently think I'm deaf. Why not? I can't smell you, right? You leave, without leaving me a tip. That's fine, because you're GONE. That's MY HAPPY ENDING. ตอนที่ 7 ประเภทของร้านนวดคนไทย (3)3. ร้านนวดประเภทผสม เดาทางกันไม่ยากครับสำหรับประเภทสุดท้ายนี้ เพราะเป็นการผสมผสานกันระหว่างสองแบบที่ผ่านมารวมถึงมีแบบฉบับของตนเองด้วย การให้บริการของร้านประเภทนี้ก็จะมีทั้ง "นวดจริง"และ "นวดชัก" ที่มีนวดจริงด้วยก็เพื่อหลอกทั้งลูกค้าและเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังสามารถรับลูกค้าได้หลากหลาย แต่ก็จะไม่สุดโต่งทั้งนวดจริงก็ไม่ได้เน้นฝีมือมากเท่าไหร่ (แต่บางคนก็นวดได้ดีจริงๆ) และนวดชักก็จะไม่หวือหวามากนัก นอกจากนี้ก็ยังมี "นวดเสียว" คือจะว่านวดธรรมดาก็ใช่แต่ไม่เป็นไปในเชิงรักษาโดยเน้นผ่อนคลายแบบเสียวสยิว แต่ก็ไม่ถึงกับ "ชัก" ให้ลูกค้าซะทีเดียว บางร้านมีบริการเสริม เช่น เข้าไปอาบน้ำให้ลูกค้าก็มี ออกไปเดตกับลูกค้าทั้งรับประทานอาหาร ชอปปิ้ง ดูหนังฟังเพลงอะไรแบบนี้ โดยที่ลูกค้าบางคนถึงกับขอซื้อชั่วโมงนวดนี่ล่ะ แต่แทนที่จะนวดกันที่ร้านกลับออกไปข้างนอกสองต่อสอง ข่าวไม่กรองเพราะไม่ได้เห็นกับตาบอกว่า บางรายก็ไปจบกันที่โรงแรมหรือบ้านลูกค้าไม่ก็อพาร์ตเมนท์ของตัวเอง ร้านประเภทนี้คนที่นวดอย่างเดียวทื่อๆ ฝีมือก็ไม่ได้ดีมาก อายุก็เยอะแถมหน้าตายังแย่อีก ฟันธงเลยว่าอยู่ได้ไม่นาน เพราะหมอนวดลักษณะนี้ "ไม่มีจุดขาย" มาทำนวดทั้งทีก็ควรจะหาจุดเด่นในตนเองบ้างครับ คือถ้าเป็นแบบข้างต้นแก้ได้อย่างเดียวคือต้องฝึกฝีมือ เอาให้เก่งไปเลย เพราะอายุกับหน้าตาถ้าจะโมดิฟายคงยาก จะรอเกิดใหม่ก็ไม่รู้จะดีกว่าที่เป็นอยู่รึเปล่า แต่ต้องไม่ลืมเรื่องบุคลิกภาพและความสะอาดด้วยครับ ผมเคยเจอตัวเป็นๆ มาแล้วทั้งสุดขั้วสองด้าน ขอออกตัวก่อนว่าไม่ใช่คนไทยนะครับ คือหมอนวดชายผิวดำ อายุค่อนข้างมาก หน้าตาสกปรกนวดเครารุงรัง แต่งตัวคล้ายโฮมเลส เวลาเดินก็ยังกับลิงป่วยแถมมีกลิ่นตัวเล็กๆ อีกด้วย ที่สำคัญบอกนวดก็ไม่เป็น เพราะไม่ได้ฝึกไม่ได้ทำนานแล้ว แกบอกไม่มีโอกาส (เอ้า...ใครอยากนอนเป็นหุ่นให้ลุงมืดคนนี้ฝึกมือก็บอกมาได้ครับ) ลุงคนนี้มาถามหางานจากผม คือดูสภาพแกแล้วน่าจะไปเป็นเอ็กตร้าตัวประกอบหนังซอมบี้จะเหมาะกว่า อย่าหาว่าผมปากจัดนินทาแกลับหลังนะครับ เบื้องหน้าก็แนะนำแกไปอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ด้วยความสุภาพและเห็นใจ (จริงๆ) คุณผู้ชายที่กำลังคิดจะทำอาชีพนี้ หรือ กำลังทำอยู่ก็ลองไตร่ตรองดีๆ นะครับ เพราะในหมู่ร้านคนไทยนั้นผู้ชายจะหางานยากหน่อย ถ้ายังดูแย่ๆ อีก แล้วก็นวดไม่เป็นด้วย ฟันธงได้เลยว่าคุณเสียเงินค่าเรียน+ค่าทำไลเซ่นโดยเปล่าประโยชน์ ส่วนอีกหนึ่งกรณีมีสองสาวที่อยากจะกล่าวถึง คือคนนึงเป็นสาวอเมริกัน (รัสเซีย) ผิวขาวผมสีน้ำตาลอ่อนกับสาวไทยเรานี่แหล่ะ สำหรับผมพวกเธอเกือบจะเป็นหมอนวดในอุดมคติ คือครบทุกอย่างทั้งฝีมือ รูปร่างหน้าตา บุคลิกภาพ ความสะอาด นอกจากนี้ยังนวดได้หลากหลายสไตล์ และเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา อะไรมันจะเพอร์เฟคขนาดนั้นใช่มั๊ยครับ จริงๆ แล้วหากคุณๆ อยากพบเจอหมอนวดดังกล่าวลองตระเวนนวดตามร้านคนต่างชาติดู โชคดีคงได้เจอครับ ขอแทรกข่าวประชาสัมพันธ์กันอีกครั้ง ในวันที่ 24 พฤศจิกายน นี้ เวลาประมาณ 14.00 น. จะมีการประชุมกันเรื่องการก่อตั้งสมาคมไทยสปาในอเมริกาขึ้นที่สถานกงสุลใหญ่ ลอสแอนเจลิส ภาครัฐบาลมี กงสุลใหญ่ฯ สำนักงานการท่องเที่ยว และสำนักงานส่งเสริมการค้า ส่วนภาคเอกชนขอเชิญผู้ประกอบการธุรกิจนวดและสปาเข้าร่วมประชุมออกความคิด เห็น รวมถึงผู้ทำอาชีพนวดด้วยครับ ความจริงมีการพูดคุยกันเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ยังไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาทำอย่างจริงจัง แม้ในขณะนี้หลายๆ คนพูดว่าจะทำได้เหรอ ก่อตั้งไปทำไม คนไทยที่นี่ไม่รักกัน ไม่สามัคคีกันหรอก อะไรทำนองนั้น ก็ไม่เป็นไรครับ ทุกคนมีสิทธ์คิดและเห็นต่างได้ แต่กลุ่มคนที่เค้าจะมาร่วมและรวมตัวกันก็มีเจตนาและปณิธานที่ดีในการจะเข้า มาบูรณะภาพพจน์ของนวดไทยและส่งเสริมการตลาด ส่วนคุณหมอนวดที่บอกว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเองก็ลองคิดซะใหม่นะครับ เพราะเราจะให้ความรู้กับคุณทั้งในแง่ของกฎหมาย, การพัฒนาฝีมือและอื่นๆ อีก ผมอยากให้คนอาชีพนี้รู้สึกภาคภูมิใจที่ทำงานนวดไม่ใช่แอบๆ ทำเพราะอาย หลายๆ คนไม่อยากให้ญาติพี่น้องทางเมืองไทยรู้ด้วยซ้ำว่าทำงานนวด เปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ ถ้าเราไม่ดูถูกตัวเองก็ไม่มีใครมาดูถูกเราได้ครับ ครั้งหนึ่งสมัยที่ผมยังเป็นคนนวดอยู่ (ตอนนี้ก็ยังต้องนวดให้ลูกค้าขาประจำทั้งที่ร้านตัวเองและบ้านเค้า) เคยต้องล้างเท้าให้ลูกค้าแขกขาวตัวอ้วนที่พอจุ่มตีนลงไปในกะละมังทีน้ำ กระเด็นมาโดนหน้าผม ในตอนแรกนายคนนี้ไม่เอ่ยคำว่า sorry ด้วยซ้ำแต่พอนวดเสร็จ นอกจากจะขอบคุณเป็นการใหญ่แล้วยังมาขอโทษผมทีหลังเรื่องน้ำกระเด็นอีกด้วย อีกเรื่องหนึ่งจะไปนวดที่บ้านลูกค้ารายใหม่ ก็ถามเค้าให้บอกเฉพาะที่อยู่มาผมจะหาทางไปในอินเตอร์เน็ตเอง เค้าถามกลับมาว่ายูใช้คอมพิวเตอร์เป็นเหรอ... ผมหัวเราะไม่ออกทั้งๆ ที่ตัวเองจบวิศวะอิเล็กทรอนิกส์ (ไทย) และคอมพิวเตอร์ที่นี่ และยังเคยมีร้านซ่อมคอมฯ ในแอลเอมาก่อน เห็นได้เลยว่าคนต่างชาติหรือแม้แต่คนไทยด้วยกันเองมักจะดูถูก หมอนวดไทย ว่าคงจะด้อยการศึกษาและอยู่ในวรรณะที่ต่ำกว่า จริงหรือไม่มันแล้วแต่คนและการวางตัวของเราครับ ภาพที่ผมอยากจะเห็นคือ การให้ความนับถือในวิธีการรักษาด้วยศาสตร์การนวดไทยหรือนวดแบบอื่นๆ อยากให้ลูกค้าเหล่านี้มองพวกเราว่าเป็น "หมอ" จริงๆ ไม่ใช่ขี้ข้าที่ต้องคอยรับใช้และเรียกหาแต่เงินทิปเยอะๆ เท่านั้น ตอนที่ 8 การนวดแบบ Four Handsการนวดแบบ Four Hands หรือ สี่มือนี้ บางร้านจะใช้คำว่า Twins Massage ก็คือการใช้ผู้นวดสองคนทำการนวดให้ลูกค้าในเวลาเดียวกันนั่นเอง ผมเคยเป็นทั้งผู้นวดและเคยลองใช้บริการแบบนี้มาแล้ว รู้สึกดีมากๆ ครับแต่ผู้นวดทั้งสองคนต้องประสานงานให้ดี ทำหน้าที่เข้าขากันด้วย คู่เทอราปิสต์ต้องบรรเลงรอยสัมผัสและจังหวะในการลงน้ำหนักเท่ากัน การร้อยใจ 2 ดวงเป็นหนึ่งเดียวกับการนวดผ่อนคลายไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านการฝึกจนช่ำชองก่อนปฏิบัติการจริง มิฉะนั้นแล้ว ลูกค้าอาจจะรู้สึกเวียนหัวและรำคาญได้ ร้านคนไทยบางแห่งแทนที่จะฝึกคู่ผู้นวดให้เข้าขากันกลับเป็นว่าการนวด โฟร์แฮนด์ มักจะเกิดขึ้นในเวลาเร่งรีบเพราะราคาที่ลูกค้าจะจ่ายต้องเพิ่มเป็น 2 เท่าด้วย เช่น ชั่วโมงละ $50 ก็จะเป็นชั่วโมงละ $100 ส่วนในเวลาเร่งรีบ เช่น ใกล้จะปิดร้าน หรือ หมอนวดอีกคนจะไม่ว่างเพราะมีนัดแขกประจำในอีกไม่ถึงชั่วโมง ทั้งคนนวดและเจ้าของร้านก็จะเชียร์ลูกค้าให้เอา โฟร์แฮนด์ เพราะแทนที่จะนวด 1 ชั่วโมงก็นวดแค่ 30 นาที โดยที่ลูกค้าต้องจ่าย $50 เท่าเดิม บทความในสัปดาห์นี้อยากจะนำเสนอทรีตเมนต์ที่มีที่มาจากสปาหรูแห่งหนึ่งจาก โรงแรม Marrilott ที่คิดสูตรขึ้นโดยการใช้ขิง หรือ Ginger มาประยุกต์ให้เข้ากับการนวดโฟร์แฮนด์ ร้านใดจะลองนำไปใช้ก็น่าจะเป็นประโยชน์นะครับ เค้าบอกมาว่าผ่านการทดลองและศึกษามาเป็นอย่างดี เริ่มต้นเราจะให้นักบำบัดทั้งคู่ขัดและล้างเท้าคนละข้างของลูกค้า ก่อนที่จะเชิญลูกค้าขึ้นเตียง คนหนึ่งเริ่มต้นที่เท้าซ้าย อีกคนหนึ่งเริ่มต้นที่แขนขวา คนไม่เคยนวดประเภทนี้ประสาทสัมผัสอาจจะยังไม่คุ้นเคยเพราะมัวแต่พะวงคิดถึง รอยฝ่ามือ บน – ล่าง, ซ้าย – ขวา แต่เมื่อคุณเลิกเอาใจไปจดจ่อผ่อนลมหายใจลึกๆ ความเพลิดเพลินกับการผ่อนคลายที่แสนสบายจะก้าวมาแทนที่ จนเรื่องเครียดๆ ที่นำติดสมองมาด้วยหล่นหายในชั่วเวลาไม่ถึง 10 นาทีเมื่อฝ่ามือสัมผัสกับเรือนร่าง ร่างกายได้พัก ผ่อนคลายอย่างครบวงจร โดยไม่ต้องรอไต่จากเท้าสู่แผ่นหลัง แขน หนังศีรษะ เหมือนการใช้เทอราปิสต์เพียงคนเดียว การคิดโปรแกรม 4 ฝ่ามือบรรเลงเพลงผ่อนคลายบนเนียนเนื้อนั้น ผ่านการลองและทดสอบมานับครั้งไม่ถ้วน เริ่มจากการลองนวดสองขาพร้อมกัน แต่ไม่ผ่าน!! ลูกค้าเกิดความสับสน ถ้าจังหวะไม่ดี การลงน้ำหนักไม่เท่ากัน และความสับสนจะนำความเครียดตามมา เพราะไม่ได้ผ่อนคลายที่แท้จริง ดังนั้นผู้ที่คิดโปรแกรมนี้ เค้าให้นวดสลับ ขาซ้าย – แขนขวา, ขาขวา – แขนซ้าย, ศีรษะ – ท้องน้อย ซึ่งจะให้ความรู้สึกดีกว่าการแบ่งซีกและไต่ไล่อย่างที่โปรแกรมอื่นๆ นิยมทำกัน การผ่อนคลายจึงเริ่มดำดิ่งสู่ความโปร่งสบาย จุดสำคัญที่โปรแกรมนี้เน้น คือ หลัง หนังศีรษะ ขา และเท้า ซึ่งเป็นศูนย์ความเครียดของคนทำงานในเมือง ต่อจากนั้นก็เป็นจะใช้ “ขิง” ซึ่งเป็นเจ้าของรายการในโปรแกรมนี้ ว่ากันแบบวิชาการนั้น ขิง หรือ Ginger พืชสมุนไพรที่คนไทยรู้จักกันดี มีประโยชน์และสรรพคุณมากมาย เช่น ขับลม, ซับน้ำดี, ลดการบีบตัวของลำไส้, ต้านการเกิดแผลในกระเพาะ, แก้อาเจียน, แก้ไอ, ลดอาการจุกเสียด นอกจากนี้ ขิงช่วยในเรื่องของการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ช่วยในเรื่องการไหลเวียนของโลหิต และทำให้ผิวชุ่มชื่น มีงานวิจัยระบุว่า ลำไส้ของคนเรามีความทรงจำบางอย่างอยู่ ขดของลำไส้ละม้ายคล้ายกับสมองของคนเรา ดังนั้นทรีตเมนต์ในโปรแกรมนี้ เมื่อถึงช่วงที่คนหนึ่งนวดท้อง อีกคนหนึ่งจะนวดศีรษะพร้อมกันไป เพื่อกระตุ้นความทรงจำให้เกิดความสมดุล โปรแกรมจะเริ่มต้นด้วยการ scrub เพื่อทำความสะอาด ตั้งแต่ปลายเท้า ตามด้วยการพอกครีมที่มีส่วนผสมของแอนตี้เซฟติก, น้ำมันกรีนที และเปปเปอร์มินต์ ซึ่งจะรู้สึกเย็น และทุกอย่างที่ใช้กับเรือนร่างไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนไหนมีส่วนผสมของขิงอยู่ ทั้งสิ้น แม้แต่การนวดในขั้นตอนสุดท้ายก่อนปิดโปรแกรม และเน้นผ้าร้อนในการทำความสะอาดร่างกายให้แก่ลูกค้าโดยที่ไม่ต้องลุกไปอาบ น้ำแล้วกลับมาขึ้นเตียง Four Hands Ginger จบโปรแกรมด้วย “น้ำขิง” เพื่อการผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์แบบครบสูตร เป็นโปรแกรมที่ดีไซน์ขึ้นเพื่อผลโดยตรงแก่การคลายเครียด สั้น กระชับ เพราะตามปกติแล้วทรีตเมนต์แจ่มๆที่ใช้เทอราปิสต์เพียงคนเดียวนั้นใช้เวลาไม่ ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง แต่เมื่อเพิ่มเทอราปิสต์อีกหนึ่งคน แม้ชั่วโมงการผ่อนคลายจะถูกลดแต่ความสมบูรณ์แบบหาได้พร่องลงไปไม่.










ตอนที่ 9 สปามีคนสงสัยกันพอ สมควรครับว่าจริงๆ แล้วคำว่า นวด กับ สปา แตกต่างกันอย่างไร เพราะเท่าที่เห็นๆ กัน ร้านที่ขึ้นป้ายว่า สปา ก็ทำนวดเป็นธุรกิจหลักกันทั้งนั้น หรือจะเป็นเพราะแค่ชื่อที่มันดูดีกว่ากันแค่นั้นหรือเรา จะมาดูกันว่า ธุรกิจที่เรียกว่า "สปา" คืออะไรกันแน่ และทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ คำว่า สปา หรือ SPA มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินว่า Sanus Per Acqua หมายถึง การมีสุขภาพดีด้วยน้ำ (Health through water) จัดเป็นการดูแลรักษาสุขภาพโดยการใช้น้ำบําบัด เช่น การอาบน้ำในบ่อน้ำพุร้อน แช่ตัวในน้ำแร่ แช่น้ำนม อบตัว อบผิวด้วยไอน้ำ บํารุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์นานาชนิด เป็นต้น ทำให้การให้บริการของสปาในทุกวันนี้ประกอบไปด้วย การทําทรีทเมนต์สําหรับผิวหน้า ผิวกาย การนวดตัว การสตรีม และการนวดเท้านอก จากนี้ในสปายังมีบริการเกี่ยวกับความสวยความงาม แบบแทบจะครบวงจรอีกด้วย เช่น ทำผม ทำเล็บ แต่งหน้า เป็นต้น สปาบางแห่งยังประกอบด้วยกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับบริการด้านโภชนาการ การออกกําลังกาย และการรักษาพยาบาลอีกต่างหาก เรียกได้ว่าคำว่าสปานั้นมันช่างครอบจักรวาลเสียจริงๆ แล้วการนวดก็เป็น 1 ในบริการที่มีอยู่ในสปานั้นๆอัน นี้ขออ้างอิงจากหนังสือเล่มนึงที่เค้าบอกว่า สปามีองค์ประกอบที่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาททั้ง 5 ได้แก่ "รูป" จากสถานที่ซึ่งมีการสร้างบรรยากาศให้รื่นรมย์ สงบ รู้สึกผ่อนคลายด้วยความสดชื่นจากธรรมชาติ "รส" จากอาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณสมบัติช่วยขับสารพิษในร่างกายและเสริมสร้าง สุขภาพควบคู่กันไปด้วยศาสตร์แห่งโภชนาการ "กลิ่น" จากการบําบัดด้วยพฤกษาธรรมชาติหรือสมุนไพร เพื่อสร้างความสมดุลของร่างกาย จิตใจและวิญญาณ "เสียง" จากการนําเสียงเพลงบรรเลงมาช่วยในการผ่อนคลาย เปิดโอกาสให้คนหลบเลี่ยงจากเสียงรบกวน มาแสวงหาความสงบในสถานบริการสปา และ "สัมผัส" จากการบําบัดด้วยการนวดเพื่อผ่อนคลาย โดยอาจนําภูมิปัญญาตะวันตกมาผสานกับการนวดแผนโบราณของแต่ละท้องถิ่นก็ย่อม ได้ส่วน ธุรกิจสปาในสหรัฐฯมีอยู่หลายประเภท หากแบ่งตามชนิดก็จะเป็น day spa, beauty spa, destination spa, hotel spa, fitness spa และ medical spa ส่วนประเภทของสปาที่มีอยู่มากที่สุดเพราะได้รับความนิยมสูงสุดก็คือ day spa หรือ ธุรกิจให้บริการสปาในวันเดียว ที่เน้นการให้บริการบำรุงรักษาร่างกายที่อาจจะมีการเสนอบริการหลายๆ อย่างเช่น การนวดตัว นวดหน้า การดูแลรักษาร่างกายและใบหน้า การนวดเท้า การทำเล็บ ทำแทนนิ่ง ทำแว็ก เป็นต้น และคงเป็นเพราะการนวดตัวนั้นได้รับความนิยมมากที่สุด บางคนเลยเหมาไปว่าร้านสปาก็คือร้านนวด ส่วนธุรกิจสปาอีกประเภทหนึ่งที่กำลังมาแรงก็คือ medical spa ที่ให้บริการพื้นฐานคล้ายๆ day spa ทั่วไปแต่มีการเพิ่มการบำบัดรักษาทางการแพทย์ที่เป็นทางเลือกอื่น เช่น การฝังเข็ม (Acupuncture) การใช้เลเซอร์ โดยจะมีแพทย์และพยาบาลประจำด้วยแม้ ว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะซบเซาแต่ธุรกิจนี้ก็ยังคงพออยู่ได้ครับ สังเกตจากพนักงานหลายๆ คนก็ยังมีรายได้เป็นกอบเป็นกำอยู่ ส่วนหนึ่งคงเพราะคนมีความเครียดสูง และบางส่วนก็ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพอย่างมาก เจาะกลุ่มเป้าหมายให้ดี หากินไปได้อีกนานครับสำหรับ ผู้ประกอบการที่สนใจในธุรกิจนี้ ควรมีคุณสมบัติขั้นพื้นฐานคือ มีความรู้ในศาสตร์แห่งสปาอย่างแท้จริง และสนใจเกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพ รวมถึงมีใจรักในงานบริการ เพราะสปาเป็นธุรกิจประเภทให้บริการ มีความเป็นกันเอง อัธยาศัยดี หน้าต้องยิ้มไม่ใช่ทำหน้าเป็นคางคกทุกทีที่ทะเลาะกับสามีฝรั่ง ภาษาก็ต้องแข็งแรงด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีกับลูกค้า สิ่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความประทับใจให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการ อีกจนกระทั่งกลายเป็นลูกค้าขาประจำต่อ มาจะต้องรู้ประเภทงานบริการของตัวเอง เช่น ถ้าจะเน้นนวดตัวต้องแนะนำลูกค้าได้ว่าควรได้รับการนวดแบบใด ไม่ใช่ลูกค้าเดี้ยงมา ดันส่งไปให้คนที่มาฝึกนวดแล้วนวดรักษา หรือ ดีปทิชชู่ก็ไม่เป็น อย่างนี้ลูกค้าคงไม่กลับมาอีกแน่นอน นอกจากนี้ยังต้องรู้เรื่องอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการให้บริการอย่างแตกฉาน อย่างเครื่องเลเซอร์ เครื่องทำสีผิว เป็นต้น แล้วยังมีเรื่องของผลิตภันฑ์ ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร ทั้งในส่วนของวิธีการใช้ การเก็บรักษา การผสมสูตรสมุนไพรต่างๆ เพราะอย่าลืมว่าผลิตภัณฑ์ สมุนไพร หรืออุปกรณ์ต่างๆ เป็นสิ่งที่สัมผัสกับผิวผู้บริโภคโดยตรง จึงควรตระหนักในความปลอดภัยเป็นพิเศษเรื่อง สุดท้ายก็ทำเล สถานที่ตั้ง ซึ่งการเลือกทําเลที่ตั้ง ควรพิจารณาจากสภาพแวดล้อม ถิ่นอาศัยของผู้คนซึ่งขอเน้นว่าหากเป็นย่านคนคอร์เคซอยก็จะดีครับ เพราะคนขาวแม้บางคนจะไม่รวยแต่ใช้เงินเก่งและต้องรักษาภาพพจน์รักษามาตรฐาน ฝรั่งอเมริกันเอาไว้ และก็ควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ถ้าอยู่ในพลาซ่าชั้นล่างในย่านที่ busy ก็จะดี แต่ก็ต้องสู้ค่าเช่าให้ได้ด้วย ที่สำคัญต้องมีความปลอดภัย ที่จอดรถสะดวก เรื่องทำเลนั้นว่ากันตามจริงผมว่าสำคัญที่สุด เพราะถ้าไปเปิดในดงโจร หรือ ถิ่นคุณสว่าง คุณมอม้า โฮมเลสนอนกันเต็มหน้าร้านหลังร้าน แม้นว่าร้านคุณจะสวย ตัวคุณเก่งแค่ไหน คงไม่มีใครกล้าเข้าไปเสี่ยงกับคุณแน่ครับตอนที่ 10 ประวัติการนวดสัปดาห์นี้ขอนำ เสนอเรื่องราวที่ค่อนข้างวิชาการสักหน่อย เพื่อให้ทราบที่มาที่ไปของการนวดครับ การนวดสมัยใหม่นั้น Dr.Douglas O. Graham ได้ให้คำจำกัดความของการนวด (massage) ว่าหมายถึงกระบวนการต่างๆ ที่กระทำโดยมือ เช่น friction, kneading, rolling, and percussion บนเนื้อเยื่อด้านนอกของร่างกายด้วยวิธีการต่างๆ กัน เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษา ประคับประคอง หรือสุขอนามัย นอกจากนี้ การนวดอาจมีความหมายว่า “การใช้มืออย่างมีสติและสัมปชัญญะ เพื่อกระทำบนร่างกายโดยมีวัตถุประสงค์ในการบำบัด” หรือ อาจจะกล่าวได้ว่า การนวดเป็นศิลปะการรักษาที่ใช้สัญชาตญาณโดยใช้ปลายนิ้วมือ การนวดอย่างมีแบบแผนเริ่มปรากฏขึ้นกว่า 4,500 ปีมาแล้ว หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับการนวดพบในทวีปเอเชียนี่เอง คือที่ประเทศจีน ต่อมาญี่ปุ่นได้นำแบบอย่างวิธีการนวดมาจากจีนเมื่อประมาณ 600 ปีก่อนคริสตศักราช ตำราอายุรเวทของอินเดีย ซึ่งมีอายุประมาณ 3,800 ปี ก็ได้กล่าวถึงการนวดว่า เป็นการ "ช่วยให้ร่างกายรักษาตนเอง" โดยใช้น้ำมันทาถูไปตามผิวหนังส่วนต่างๆ ด้านตะวันตกชาวบาบิโลน (Babylonia), อัสซีเรีย (Assyria) และกรีกโบราณก็ได้กล่าวถึงการนวดเอาไว้ โดย ฮิปโปเครติส (Hippocrates) "บิดาแห่งการแพทย์" ตะวันตก ได้กล่าวถึงการนวดไว้เมื่อ 430 ปีก่อนคริสตกาลว่า "แพทย์จะต้องมีความเชี่ยวชาญในหลายสิ่ง แต่ที่แน่นอนอย่างยิ่งคือต้องมีความเชี่ยวชาญในการนวดด้วย" โดยเฉพาะการถูนวด เพราะว่าการถูนวดสามารถเชื่อมข้อที่หลวมให้แน่นขึ้นได้ ข้อที่หลวมทำให้เกิดการแข็งเกร็งมากเกินไป" นอกจากนี้ในเอกสารทางการแพทย์ของอียิปต์และเปอร์เซีย ก็ได้มีการกล่าวถึงคุณประโยชน์ของการนวดในการรักษาโรคต่างๆ ไว้มากมายเช่นเดียวกัน รวมถึงยุคโรมัน (27 ปีก่อนคริสตศักราช-ค.ศ.476) ก็ใช้การนวดเป็นหลักในการบำบัดและบรรเทาอาการปวด ในยุคนั้นมีสถานที่ที่นิยมใช้ออกกำลังกาย นวด และอาบน้ำอยู่ร่วมกันด้วย ต่อมาหลังจักรวรรติโรมัน ก็ยังคงมีสถานที่เช่นนั้นอยู่ซึ่งก็เป็นคำที่ใช้มาจนปัจจุบันนี้คือ ยิมเนเซียมนั่นเอง เชื่อว่าจูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) ผู้เป็นโรคลมบ้าหมู ก็ต้องรับการนวดตัวทุกวัน เพื่อบรรเทาการวูบหรือชักจากโรคลมบ้าหมู และเพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะ เมื่ออาณาจักรโรมันล่มสลายลงไป คริสต์ศตวรรษที่ 5 ความก้าวหน้าในวงการแพทย์ทางยุโรปเป็นไปน้อยมาก แต่พวกอาหรับกลับเจริญกว่า อะวิ เซนนา (Avisenna) นักปรัชญาและแพทย์ชาวอาหรับ ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 7 บันทึกไว้ใน "บัญญัติ" ของตนว่า วัตถุประสงค์ของการนวด คือ "เพื่อขจัดของเก่าที่มีอยู่ในกล้ามเนื้อ ซึ่งไม่สามารถขจัดไปได้โดยการออกกำลังกาย" ส่วนในยุโรปยุคกลาง การนวดได้เสื่อมความนิยมลงไป เนื่องด้วยผู้คนหันไปนิยมสิ่งปรุงแต่งกันมากกว่า แต่การนวดก็กลับพื้นคืนชีพขึ้นมาได้ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ส่วนใหญ่ฟื้นฟูโดยแพทย์ชาวฝรั่งเศส จากต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 แพร์ เฮนริก ลิง (Parr Henrik Ling) ชาวสวีเดน ได้พัฒนาการนวดแบบสวีดิชขึ้น โดยรวบรวมระบบที่ได้จากความรู้ในเรื่องยิมนาสติกสรีรวิทยาและจากเทคนิคของ จีน อียิปต์ กรีก และโรมัน ในปี ค.ศ.1813 วิทยาลัย The Royal Institute of Gymnastics ในสต๊อกโฮล์ม ได้บรรจุวิชาการนวดไว้ในหลักสูตรและจากนั้นสถาบันอื่นๆ รวมทั้งเมืองตากอากาศทั้งหลายที่มีบ่อน้ำแร่ทั่วทั้งยุโรปก็ได้นำเอาการนวด เข้าไปประกอบในกิจการ ทุกวันนี้คุณค่าของการบำบัดรักษาด้วยการนวดได้กลับมาเป็นที่ยอมรับกันอีก ครั้ง และต่อมาได้รับความสนใจในแง่ของการรักษาในประเทศต่างๆ ได้แก่ ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และสวีเดน จึงทำให้คำต่างๆ เกี่ยวกับการนวดพื้นฐานเป็นภาษาฝรั่งเศส เช่น effurage, petrissage เป็นต้น ส่วนทางตะวันออก กรรมวิธีการนวดเป็นที่ยอมรับกันมากกว่าทางด้านตะวันตก วิชาการดังกล่าวได้รับการสืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการขาดตอน สำหรับการนวดแผนไทยนับเป็นภูมิปัญญาของชาวไทยที่สืบทอดกันมาช้านาน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของไทยที่พบเก่าแก่ที่สุดคือ ศิลาจารึกสมัยสุโขทัย ช่วงที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชครองราชย์ โดยขุดพบที่ป่ามะม่วง ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช การแพทย์แผนไทยเจริญรุ่งเรืองมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนวดแผนไทย มีการแบ่งกรมหมอนวดเป็นฝ่ายซ้าย-ขวา โดยปรากฏในทำเนียบศักดินาข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือนที่ตราขึ้นในปี พ.ศ.1998 และจากจดหมายเหตุของราชฑูต ลา ลู แบร์ ประเทศฝรั่งเศส ครั้นมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดให้ปั้นรูปฤาษีดัดตนจนครบ 80 ท่า และจารึกวิชาการนวดไทยลงบนแผ่นหินอ่อน 60 ภาพ ประดับบนผนังศาลารายและบนเสาภายในวัดโพธิ์ กรมหมอนวดยังคงมีหลักฐานพบได้จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัว ทรงโปรดให้หมอยาและหมอนวดถวายการรักษา และมีหมอนวดถวายงานทุกครั้งที่เสด็จประภาส บทบาทของหมอนวดได้หมดจากราชสำนักในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อยู่หัว เมื่อการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาในสังคมไทย แต่หมอนวดชาวบ้านก็ยังคงมีอยู่ตราบถึงปัจจุบันfootnotesพิสิฐ วงศ์วัฒนะ, ชนินทร์ ลีวานันท์, N.Y.S. Education Law Sec. 7801,Howard A. Rusk M.D., Rehabilitation Medicine, 2 Ed. 1964 p.93-4ตอนที่ 11 ใจเขา ใจเรา โดนใจใครบ้างไหม ?เขียนคอลัมน์นี้ มาร่วม 3 เดือนแล้ว ลืมส่งต้นเรื่องก็หลายครั้ง การตอบรับก็มีทั้งติชมปนเปกันไป ผู้อ่านก็หลากหลายทั้งกลุ่มพนักงานนวด บรรดาเจ้าของร้านและผู้ที่อยู่นอกวงการ ขึ้นชื่อเรื่องแบบนี้อยากจะให้เข้าใจความรู้สึกของกันและกันระหว่างเจ้าของ ร้านกับพนักงาน และผู้ที่อยู่นอกวงการนวดกับคนทำงานอาชีพนี้ ขาดตกอันไหนไปก็อีเมล์มาบอกกันบ้างนะครับ หรือใครจะเขียนอะไรเกี่ยวกับเรื่องนวดๆ นี้ก็ส่งกันเข้ามาได้ ถ้าได้ลงตีพิมพ์จะให้ไปนวดฟรีเพื่อผ่อนคลายหรือเพื่อแก้รักษาได้ที่ The MASSAGE Clinic :-)ความรู้สึก ของเจ้าของร้าน1.พวก คนนวดมาแต่ตัว เวลาร้านเงียบ สโลว์ก็เอาแต่บ่นว่าเสียเวลามานั่งแฮ็งทั้งวันได้วันละคนสองคน แต่พอบีซี่ก็บ่นอีกทำไม่ไหว เหนื่อย บางคนนวดแค่ 4-5 คนก็ทำท่าจะตายเสียให้ได้ ตกลงจะเอายังไงกันแน่ เวลาพวกคุณได้น้อยก็ยังถือว่ามีเงินติดมือกลับบ้าน แต่เราเจ้าของร้านต้องเสียค่าเช่าทุกเดือน บางร้านต้นทุนวันละร้อยกว่าเหรียญ คุณแค่ได้เงินนิดหน่อยกลับบ้านแต่เราต้องชักเนื้อ ขอให้เข้าใจกันด้วย เวลาบีซี่ก็ตักตวงเอาหน่อยมันไม่ได้นวด 10 คนทุกวันหรอกก็เฉลี่ยๆ กันไปกับวันที่ไม่ได้มั่ง แล้วเวลาโทรเรียกตอนลูกค้ารีเควสชื่อคุณหรือแขกล้น ถ้ามาก็จะดีแต่ถ้ามาไม่ได้ก็บอกมาตรงๆ ไม่ต้องปิดโทรศัพท์หนี หรือไม่รับและไม่โทรกลับ เราจะได้รู้ว่ามาได้หรือไม่ได้จะได้เรียกคนอื่นหรือบอกลูกค้าถูก แหม...ทีนี้ทำเล่นตัว พอไม่มีแขกก็บ่นๆๆ อ้อ บางครั้งเราโทรหานอกเวลางานอาจจะมีเรื่องอื่นคุยไม่ใช่แต่จะตามให้มานวด ตะพึดตะพือหรอกนะ...2.ร้าน เป็นที่ทำมาหากินของทุกคน ดังนั้นต้องมีกฎมีระเบียบประจำร้าน เพื่อให้คนหมู่มากอยู่ร่วมกันได้ ทุกคนนอกจากจะมานวดแล้วต้องทำไซต์จ๊อบด้วย ช่วยๆ กันคนละไม้คนละมือ อย่าคิดแต่จะมานวดๆๆ กันอย่างเดียวแล้วสะบัดตูดกลับบ้าน ต้องช่วยกันทำความสะอาดร้าน ซักผ้า พับผ้า เป็นต้น เราคงไม่สามารถไปจ้างแม่บ้านมาทำให้ได้ทุกอย่าง เพราะแค่นี้ก็แทบจะไม่เหลืออะไรแล้ว3.เรา จะระวังเรื่องการรับลูกค้าของพวกคุณมากเวลาเราไม่อยู่ เพราะบางทีคุณก็โกงเงินเรา เช่น ลูกค้านวด 2 ชม. คุณบอกเราว่า 1 ชม. หรือพอรับลูกค้า รับโทรศัพท์ทีไรจะต้องเป็นลูกค้าของคุณทุกที บ่อยครั้งที่คุณก็ให้เบอร์ส่วนตัวกับลูกค้า บางรายก็ขอเบอร์ลูกค้าเลย เพื่อจะได้ไปนวดกันที่อื่น ไม่บ้านคุณก็บ้านลูกค้า ร้านเราไม่ใช่โชว์รูมให้พวกกาฝากอย่างคุณมาเกาะมาดูดหาลูกค้าหรอกนะ เราเสียเงินค่าโฆษณาตั้งมากมายเพื่อให้ลูกค้าเข้า แต่คุณมาชุบมือเปิปเอาไปแบบนี้มันไม่แฟร์ ลูกค้าเป็นของร้าน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ร้านเรียกลูกค้าเข้ามา หรือคุณจะเถียงว่าคุณไปยืนใส่ชุดบันนี่โบกธงเรียกลูกค้าอยู่ริมถนน4.เวลา เราเปิดร้านใหม่หรือร้านยังสโลว์อยู่ คุณก็ต้องเข้าใจว่าเศรษฐกิจมันไม่ดี ยิ่งช่วงนี้เดือนนี้คนเขาเก็บเงินซื้อของขวัญหรือไม่ก็ไปเที่ยวกันเยอะ คุณต้องให้โอกาสร้านบ้าง ร้านยังให้โอกาสคุณเข้ามาทำงานเลย ไม่ใช่มานั่งแค่วันสองวันก็เผ่นซะแล้ว ร้านใหม่คุณเข้ามาสร้างลูกค้าใหม่ๆ กับร้านดีกว่าไปร้านที่เปิดมานานๆ คุณเข้าไปเป็นเด็กใหม่ เจ้าแม่ที่นั่นเค้าสกัดดาวรุ่งอย่างคุณแน่นอน เปลี่ยนร้านทำงานบ่อยๆ คุณต้องมาเหนื่อยสร้างลูกค้าใหม่ๆ ตลอดเวลาเพื่อให้มีแอ็บพ้อยเม็นท์กับเขาบ้าง ลองมาทนกับเราสักระยะสั้นๆ แต่ระยะยาวแล้วคุณก็จะสบายเอง เพราะเราเองคงไม่ปล่อยให้ร้านสโลว์อยู่อย่างนี้ตลอดไปหรอกน่า5.เรา ทุ่มเงินตั้งมากมายก่อสร้างร้านขึ้นมา ไหนจะค่าโปรโมต ทั้งทำป้าย ทำโบรชัวร์ นามบัตร เว็บไซต์ โฆษณา จิปาถะ ทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อให้ลูกค้าเข้าร้านมากๆ คุณมีหน้าที่คือนวดให้ดีที่สุดเพื่อให้แขกกลับมา เพียงแค่นี้เท่านั้น แต่ถ้าลูกค้าหลายคนคอมเพลนคุณบ่อยๆ หรือเราดูแล้วคุณทำงานไม่ดีพอ เราคงต้องเชิญคุณออก หวังว่าคงเข้าใจ เพราะลูกค้าเวลาเค้าเข้ามาครั้งแรกแล้วเจอคุณซึ่งนวดไม่ดี เค้าจะเหมาทั้งร้านเลยว่า ร้านนี้นวดไม่ดี6.พวก เราบางร้านจะจ่ายเงินให้คุณสัปดาห์ละครั้ง บ้างก็เดือนละสองครั้ง เพราะไม่มีเวลาคิดเงินให้ในแต่ละวัน ยิ่งถ้าคนเยอะถ้าให้ทุกคนทุกวันเสียเวลามาก แล้วบางคนจะลาออกมาบอกตอนนี้ก็จะไปเลย เราบางแห่งจะหักค่าทิปจากบัตรเครดิตด้วย เพราะเงินที่ลูกค้าให้เป็นเงินคุณแต่เราต้องเสียค่าทรานเซ็กชั่นเวลารูดบัตร และค่าคอมมิชชั่นให้บริษัทเครดิต เท่ากับว่าเราควักเนื้อให้คุณ ดังนั้น เราจำเป็นต้องหักเปอร์เซ็นต์บ้าง ส่วนค่าซักผ้าเราบางแห่งก็ต้องหักเพราะเราส่งซัก ถ้าเราซักเองก็ต้องใช้น้ำยาซักผ้า ใช้ไฟ ใช้แก๊สมาก7.สุด ท้ายถ้าคุณไม่พอใจการทำงานที่ร้านเรา ก็ไม่จำเป็นต้องทนอยู่ ถ้าไม่มีความสุขก็เชิญไปหาร้านใหม่ได้เลย ในแอลเอมีร้านนวดเป็นร้อย ประเภททำงานไปแล้วด่าเราลับหลังไป หรือเที่ยวไปนินทาเราให้คนข้างนอกฟัง อย่าคิดว่าเราไม่รู้นะ วงการนี้มันแคบจะบอกให้สัปดาห์หน้า มาฟังทางฝั่งคนนวดบ้างครับ มีเรื่องแจ้งให้ทราบว่าตอนนี้ทั้งโจรและตำรวจออกล่าเหยื่อโดยมีเป้าหมายเป็น ร้านนวดมากเป็นพิเศษ ไอ้โจรพวกนี้อาละวาดปล้นร้านนวดคนไทยมา 3-4 แห่งแล้วในช่วงเดือนเดียวและตำรวจก็ออกล่าร้านที่ยังไม่มีใบอนุญาต เรียกว่าเสียทั้งขึ้นทั้งล่องตำรวจมาก็เสียค่าปรับ โจรมาก็เสียเงิน เตือนไว้ให้ระวังกันให้มากๆ นะครับตอนที่ 12 ใจเขา ใจเรา โดนใจใครบ้างไหม? (อีกที)ห่างหายกันไปเป็น เดือน บางคนคิดว่าเลิกเขียนแล้ว ก็ต้องขอโทษด้วยครับที่งานเข้ามาเยอะจนหาเวลาเขียนไม่ได้ เอาล่ะเรามาเริ่มจากที่ค้างกันเอาไว้เลย1. อยาก เป็นเจ้าของร้านก็ต้องทำตัวเป็นนักธุรกิจหรือนักบริหาร เพราะหลายคนชอบลงนวดเอง เวลาลูกค้ามาก็รับเองโดยเฉพาะลูกค้าทิปดีๆ หน่ะเหรอของเจ๊คนเดียวเลย ถ้าคิดจะเปิดร้านแล้วนวดมันคนเดียวก็ทำคนเดียวไปเถอะ อย่ารับสมัครพนักงานให้มานั่งกองกันอยู่หลังร้านเลยนะ พอเวลาทำท่าจะบีซี่เข้าหน่อยก็รับคนเข้ามาซะเยอะแยะ เอาเข้ามาทำไมขนาดนั้นมาแย่งเทิร์นกันเปล่าๆ มันไม่ได้บีซี่ทุกวันหรอกยุคนี้หน่ะมันขาลงแล้ว2. ให้ ความยุติธรรมกับคนนวดทุกๆ คนด้วย ไม่ใช่ใครมาประจบประแจง มายุแหย่อะไรหน่อยก็เชื่อเค้าไปหมด ทีนี้ตัวก็จะลำเอียงส่งแต่ลูกค้าให้คนนั้นๆ ใครเป็นลูกรักน้องรักหรือป้าที่รักก็ได้แขกอยู่คนเดียวซิ อย่างนี้ใครเค้าจะทนอยู่ด้วยได้3. อัน นี้สำคัญเลยว่าอย่าสำคัญตัวผิดว่าคุณเป็นเจ้านายเรา เพราะส่วนใหญ่ร้านคนไทยทำกันแบบรายได้แบ่งครึ่ง คุณได้เราก็ได้ ไม่มีลูกค้าเราก็ไม่ได้เงินเหมือนกัน เรียกว่าเป็นอินดิเพนเด็น คอนแทค ดังนั้นคุณไม่ได้จ่ายค่าจ้างเรา จะมาบอกว่าเราเป็นลูกน้อง (ขี้ข้าสำหรับบางร้าน) ไม่ได้ บางคนเรียกใช้ โดนจิกโดนด่าสารพัดก็มี จริงอยู่ว่าเรามาอาศัยร้านหากิน แต่ร้านก็อาศัยแรงงานเราด้วย เรียกว่าพึ่งพาอาศัยกัน ต้องให้เกียรติกันบ้าง ไม่ต้องมากแต่ต้องมี ไม่ใช่เรียกหรือด่าแบบเสียๆ หาย เราบางคนก็มีความรู้มากกว่าคุณด้วยซ้ำไป4. อะไร สำคัญที่สุดสำหรับงานนวด ก็ทิปยังไงหล่ะ บางทีได้ทิปมากกว่าค่านวดตั้งหลายเท่า ดังนั้นอย่าอมทิปเราเด็ดขาด กว่าจะนวดให้ลูกค้ามาติดหรือถูกใจมันเหนื่อยขนาดไหน ออกมาเห็นทิปแล้วจะได้หายเหนื่อย หนอยแน่ เจ้าของร้านบางแห่งยักยอกทิปเอาไปเป็นของตัวเองซะนี่ อย่าคิดว่าเราไม่รู้นะคนนวดกันมานานบางทีจะรู้เลยว่าเค้าให้เท่าไหร่มากน้อย ต่างกันนิดหน่อยถือว่าหยวนๆ กันไป แต่จากที่ให้ทีละ $40-50 อยู่ดีๆ เหลือ $5-10 มันต้องมีอะไรแล้วหล่ะ เพราะลูกค้าที่ใจดีขนาดนี้เค้าจะบอกเลยว่าเพราะอะไรยังไงเช่นวันนี้ฉันไม่มี เงินสดนะอะไรแบบนี้ ดังนั้นอย่าอมทิปเด็ดขาด5. ค่า แรงเราบางแห่งก็จ่ายช้าซ้ำยังคิดเงินขาดบ่อยๆ คิดให้เกินหน่ะไม่เคยมีหรอก รวยขนาดนี้แล้วยังโกงเงินเล็กๆ น้อยๆ อีกก็ไม่ไหวแล้ว ระวังไว้นะธุรกิจคุณจะไม่โต พวกโกงเงินพนักงานเนี่ย เวรกรรมมันตามทัน 6. ริ จะเป็นเจ้าของธุรกิจก็ต้องใจป้ำหน่อย ทีเงินหน่ะอยากได้แต่โฆษณาไม่เคยลง ของที่ใช้ในร้านก็เอามาจาก C 99 ไม่ก็ของคุณภาพต่ำ ของใช้แล้วจากกู๊ดวิวงี้ แล้วก็ชอบบ่นเวลาไม่มีลูกค้า โทษคนนวดว่านวดไม่ดีอีก ก็บางทีมันไม่มีคนมาให้นวดแล้วใครมันจะไปรู้หล่ะว่านวดยังไงถึงจะดี บางร้านได้ข่าวมาว่าลูกค้านั่งทีเดียวเตียงหักกลางเลย เรื่องจริงไม่ได้เว่อร์ ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าเอาของคุณภาพต่ำมาใช้ ลงทุนกันหน่อยซิท่านเจ้า ของร้าน 7. สุด ท้ายถ้าเราจะร่วมงานกันต่อไปไม่ได้ เวลาเราออกจากคุณไปแล้วก็ขอให้เลิกแล้วต่อกันเถอะ อย่าเที่ยวไปบอกเพื่อนๆ คุณที่เป็นเจ้าของร้านแบบผิดๆ เลยว่าเราไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ไม่ให้รับเราเข้าทำงาน หรือด่าเราให้คนใหม่ๆ ในร้านฟัง เราก็ไม่อยากจองเวรใครเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเรื่องก็ไม่จบ คุณว่าเราได้เดี๋ยวเราก็ด่าคุณกลับได้ ด่ากันไปว่ากันมาไม่จบไม่สิ้น ก็ขออโหสิกรรมกันไว้ตรงนี้เป็นพอ

คุณสามารถช่วยหยุดอาชญากรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วนี้ได้ ถ้าตัวคุณเองหรือคุณรู้จักใครที่เคยหรือกำลังถูกนายจ้างปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดว่าถูกข่มขู่หรือถูกบังคับให้ขายบริการ ถูกทำร้ายทางร่างกายและทางจิตใจ ไม่มีอิสรภาพในการติดต่อกับคนอื่นหรือในการไปไหนมาไหน ได้รับค่าแรงน้อยมากหรือไม่ได้รับเลย หรือถูกยึดเอกสาร เช่น บัตรประจำตัว หรือ หนังสือเดินทาง กรุณาติดต่อศูนย์ส่งเสริมชาวไทยทันที ที่เบอร์โทรศัพท์ 323-468-2555 ทางศูนย์ฯ จะเก็บข้อมูลทุกอย่างรวมถึงสถานะการเข้าเมืองของคุณเป็นความลับ
ข่าวคนไทยในอเมริกา
ไทยทาวน์ ยูเอสเอ นิวส์


เกสร ยิ้มแย้มแจ่มใสกับลูกสาวสองคน ในพิธีแต่งงานของลูกสาวคนโต

รายงานการต่อต้านการค้ามนุษย์ ฉบับที่ 4 : "เกสร" เหยื่อผู้ไม่เคยยอมแพ้


คุณเกสร เป็นคุณพ่อที่มีภาระต้องดูแลลูกสาวสองคน จึงต้องทำงานหนัก ไม่ว่าจะรับจ้างทำงานในไร่หรือทำงานก่อสร้าง เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอดได้ไปวันๆ

เขาเป็นคนจากภาคอีสาน ซึ่งเป็นดินแดนที่มีหญิงชายจำนวนมาก ได้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ เนื่องจากภาคอีสานเป็นภาคที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความแห้งแล้ง ไม่อุดมสมบูรณ์ ทำให้คนอีสานต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิตอย่างยากลำบาก ผลผลิตที่ได้มักไม่เพียงพอต่อการยังชีพของครอบครัว ดังนั้นทั้งชายหญิงเป็นจำนวนมากจึงต้องหารายได้เพิ่มเติม โดยการรับจ้างทำงานสองถึงสามงานเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว 
              คุณเกสรก็เป็นคนหนึ่งซึ่งเคยตกอยู่ในสภาพนั้น ในอดีตคุณเกสรมีรายได้เพียง 5,000 บาทต่อเดือน ด้วยรายได้เพียงแค่นี้ ทำให้คุณเกสรสงสัยและกังวลว่าเขาจะสามารถส่งเสียให้ลูกสาวทั้งสองคนให้ได้รับการศึกษาที่ดีได้อย่างไร เพราะลำพังการหาเลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอดไปวันๆ ก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง

ในปี 2002 คุณเกสรได้รับการติดต่อจากนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งเป็นคนที่คุณเกสรรู้จักคุ้นเคยเป็นเวลานานถึง 15 ปี นักการเมืองท้องถิ่นคนนี้รู้จักบริษัทจัดหางานชื่อ บริษัท โคตะ แมนพาวเวอร์ ประเทศไทย และได้บอกกับคุณเกสรว่าบริษัทโคตะกำลังเปิดรับสมัครช่างเชื่อมให้ไปทำงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกากับบริษัททรานส์ เบย์ สตีล จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่นาปา โดยคนงานจะได้รับค่าตอบแทนเป็นชั่วโมงละ 7 ดอลลาร์ และทางบริษัทรับรองว่าจะได้ทำงาน 40 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ ดังนั้นคุณเกสรก็จะมีรายได้ ถึง 49,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเกือบเป็น 10 เท่าของรายได้ที่คุณเกสรสามารถหาได้จากการทำงานรับจ้างทั่วไปในภาคอีสาน

การไปทำงานต่างประเทศจึงกลายเป็นแสงสว่างส่องทางให้กับชีวิตของคุณเกสร ซึ่งคุณเกสรก็ไม่อยากจะพลาดโอกาสครั้งนี้ เพราะนี่คือโอกาสที่เขาสามารถจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวเขาดีขึ้น แม้ว่าการเป็นช่างเชื่อมจะเป็นงานที่ตรากตรำ อันตราย และต้องเดินทางไปทำงานไกลถึงประเทศที่คุณเกสรไม่รู้จักภาษาและวัฒนธรรมของเขาก็ตาม

แต่หลังจากที่คุณเกสรได้อ่านสัญญาการจ้างงานแล้ว คุณเกสรก็ไม่ลังเลที่จะตัดสินใจไปทำงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกา คุณเกสรได้ขอยืมเงินจำนวน 550,000 บาทจากญาติ และกู้เงินด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินจริงเพื่อที่จะนำเงินไปจ่ายค่านายหน้าและค่าขอวีซ่า และก่อนที่จะเดินทางมาทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกา คุณเกสรต้องผ่านการอบรมจากกระทรวงแรงงานเพื่อให้ได้ใบประกาศเป็นช่างเชื่อม

คุณเกสรได้ตั้งตารอคอยวันที่จะมาทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่สิ่งที่เขารอคอยกลับกลายเป็นงานที่ไม่เป็นไปตามสัญญา และได้รับเงินเดือนในจำนวนที่เขาไม่มีวันนำไปใช้คืนหนี้ได้หมด และยิ่งไปกว่านั้นเขาก็อาจจะกลายเป็นผู้เข้ามาทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างผิดกฎหมาย

ทันทีที่คุณเกสรได้เดินทางมาถึงประเทศสหรัฐอเมริกา เขาได้ถูกพาไปร้านอาหารไทยที่มีคนเกาหลีซึ่งชื่อว่า มิสเตอร์คิม เป็นเจ้าของ ณ ร้านอาหารไทยนี้ คุณเกสรทำงานเสมือนไม่ได้รับค่าตอบแทนเลย เพราะเขาทำงานวันละ 12 ถึง 15 ชั่วโมง และเป็นเวลา 7 วันต่ออาทิตย์ แต่กลับได้รับเงินแค่ 100 ดอลลาร์ (4,400 บาท) ต่อเดือน มิสเตอร์คิมบอกกับคุณเกสรว่าเขาจะส่งเงินเดือนที่เหลือของคุณเกสรให้กับครอบครัวของคุณเกสรที่ประเทศไทย แต่มิสเตอร์คิมไม่เคยส่งเงินให้ครอบครัวคุณเกสรเลย

คุณเกสรรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งเป็นความผิดปกติที่เห็นได้ชัด และเขาอยากจะหลบหนีออกจากร้านอาหารไทย แต่มิสเตอร์คิมได้จ้างคนไทยคอยสอดส่องคุณเกสรตลอดเวลาและยึดพาสปอร์ตของคุณเกสรเพื่อไม่ให้คุณเกสรไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจ มิสเตอร์คิมได้พูดโกหกต่อคุณเกสรว่าถ้าคุณเกสรหลบหนี คุณเกสรอาจจะถูกตำรวจของประเทศสหรัฐอเมริกาจับ และอาจถูกส่งกลับเมืองไทยในฐานะผู้หลบหนีเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างผิดกฎหมาย

ตลอดระยะเวลาที่อยู่กับมิสเตอร์คิม คุณเกสรถูกนำไปอยู่ในที่พักซึ่งอยู่ห่างจากชุมชนชาวไทย และคุณเกสรไม่สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นภาษาไทยเลย ไม่มีหนังสือพิมพ์ไทยให้อ่าน และไม่เคยได้ติดต่อคนไทยที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งคุณเกสรกล่าวว่า “ผมไม่เคยรู้เลยว่ามีชุมชนชาวไทยในประเทศสหรัฐอเมริกา แม้ว่าผมได้อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาหลายเดือนแล้วก็ตาม นอกจากเพื่อนคนงานที่ถูกหลอกให้มาทำงานเหมือนผมที่ร้านอาหารแล้ว ผมไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุยกับคนไทยทั่วไป และไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่เป็นภาษาไทยเป็นเวลาหลายๆ เดือน” คุณเกสรนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและกล่าวต่อไปว่า “พวกผมถูกแยกให้อยู่ห่างจากชุมชน เพราะมิสเตอร์คิมกลัวว่าพวกผมจะได้รับความช่วยเหลือจากคนไทยและอาจจะหลบหนี”

เมื่อไม่มีเอกสารทางกฎหมายติดตัว ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ และไม่รู้จะไปขอความช่วยเหลือจากใคร คุณเกสรและเพื่อนคนงานอื่นๆ จึงไม่รู้จะหนีไปอยู่ไหนแต่กลับต้องจำยอมให้มิสเตอร์คิมหลอกใช้ทำงานต่อไป

จนกระทั่งมิสเตอร์คิมขายร้านอาหารของเขา คุณเกสรและเพื่อนคนงานอื่นๆ ก็ถูกปล่อยตัวให้เป็นอิสระ แต่ฝันร้ายก็ยังไม่หมดไปเพราะมิสเตอร์คิมไม่ยอมคืนพาสปอร์ตให้กับคุณเกสร คุณเกสรจึงต้องอาศัยอยู่กับความกลัวที่ว่าเขาอาจจะถูกตำรวจอเมริกันจับตัว และถูกส่งกลับเมืองไทยไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพราะในเวลานั้น คุณเกสรยังไม่พร้อมที่จะถูกส่งกลับเมืองไทย เพราะยังติดหนี้เป็นจำนวนมากและจำเป็นต้องอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกาต่อเพื่อที่จะได้หาเงินใช้คืนหนี้ให้หมด ดังนั้นจึงได้หลบซ่อนตัวตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ตำรวจทั่วไปหรือตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเจอ คุณเกสรจะเดินทางไปร้านอาหารที่เขาทำงานตั้งแต่เช้าและกลับเข้าที่พักในเวลาตอนดึก ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่ค่อยมีตำรวจคอยตรวจตราตามท้องถนนแล้ว ถ้าคุณเกสรต้องการซื้อของใช้ที่จำเป็น เขาก็จะวานให้เพื่อนช่วยซื้อให้

ในฐานะที่เป็นชาวพุทธคนหนึ่ง คุณเกสรไม่เคยเดินทางไปวัดไทย ไม่เคยรู้ว่ามีชุมชนชาวไทยหรือไทยทาวน์ และไม่กล้าที่จะเข้าร่วมกิจการใดๆ ที่จัดโดยชาวไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา คุณเกสรต้องทำตัวเสมือนเป็นคนที่ไม่มีตัวตนอยู่ในสังคมอเมริกัน ถึงแม้ว่าเขาได้ถูกปล่อยให้เป็นอิสระเป็นเวลานานแล้วก็ตาม

หลังจากเวลาผ่านไปได้ 2 ปี วันหนึ่งแม่ครัวที่ร้านอาหารที่คุณเกสรทำงานอยู่ได้บอกกับคุณเกสรว่า เขาได้อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ไทยซึ่งเป็นข่าวเกี่ยวกับช่างเชื่อมไทยจำนวน 43 คนที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ และกำลังได้รับความช่วยเหลือจากศูนย์ส่งเสริมชาวไทย (Thai CDC) ในด้านการยื่นฟ้องบริษัทจัดหาแรงงานไทยโคตะ มิสเตอร์คิม และบริษัททรานส์ เบย์ สตีล จำกัด แม่ครัวจึงได้แนะนำให้คุณเกสรไปติดต่อศูนย์ส่งเสริมชาวไทยทันที ดังนั้นคุณเกสรก็ตัดสินใจออกมาและรายงานต่อศูนย์ส่งเสริมชาวไทยกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับเขา

ศูนย์ส่งเสริมชาวไทย (Thai CDC) ได้ช่วยเหลือและให้ความรู้กับคุณเกสรในเรื่องกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา จนคุณเกสรเข้าใจว่าตนเองไม่ได้เดินทางเข้ามาประเทศสหรัฐอเมริกาโดยผิดกฎหมาย แต่กลับตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ หลังจากนั้นคุณเกสรก็ไม่ได้อาศัยอยู่อย่างหวาดกลัวอีกต่อไป เขาได้รับวีซ่าทำงานอย่างถูกกฎหมายในประเทศสหรัฐอเมริกา และต่อมาได้รับทีวีซ่า (T-visa) ซึ่งเป็นวีซ่าที่ทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาออกให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ในเวลาต่อมาคุณเกสรได้รับความช่วยเหลือให้พาลูกสาวทั้งสองคนมาอยู่ร่วมกับคุณเกสรในประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันคุณเกสรกำลังยื่นขอใบเขียวและกำลังจะได้รับอนุมัติภายในเร็วๆ นี้

หลายปีที่ผ่านมา คุณเกสรได้ทำงานอย่างขยันขันแข็งจนสามารถใช้หนี้ได้ทั้งหมด และขณะนี้เขากำลังเข้าฝึกอบรมในโครงการเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กกับศูนย์ส่งเสริมชาวไทย และพร้อมที่จะทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้าสตรี ลูกสาวคนโตของคุณเกสรได้ตกหลุมรักกับคนอเมริกันและได้แต่งงานด้วยกันในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว ลูกสาวคนนี้ของคุณเกสรวางแผนที่จะร่วมทำธุรกิจขนาดเล็กกับคุณเกสร และในขณะเดียวกันเธอก็ยังเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนสอนภาษาไปด้วย ส่วนลูกสาวคนเล็กสุดของคุณเกสรก็กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนมัธยมที่นี่ และเธอได้รับรางวัลเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยมของห้อง คุณเกสรบอกว่าชีวิตของเขาในขณะนี้ถือว่าเป็นชีวิตที่ดีกว่าที่เขาเคยวาดฝันไว้อีก

 “ผมคิดว่าผมน่าจะออกมาขอความช่วยเหลือจากศูนย์ส่งเสริมชาวไทยให้เร็วกว่านี้ และผมคงไม่ต้องเสียเวลาทนอยู่กับความมืดและความหวาดกลัวในสิ่งที่ผมไม่ได้ทำผิด” คุณเกสรได้พูดทิ้งท้ายว่า “ผมก็เป็นคนๆ หนึ่งที่เคยตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ดังนั้นผมอยากให้กำลังใจกับคุณทั้งหลายที่กำลังตกอยู่ในสภาพฝันร้ายเหมือนกับที่ผมเคยเป็นให้ออกมา มันถึงเวลาที่ต้องตื่นจากฝันร้ายนั้นแล้ว”

..........

คุณสามารถช่วยหยุดอาชญากรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วนี้ได้ ถ้าตัวคุณเองหรือคุณรู้จักใครที่เคยหรือกำลังถูกนายจ้างปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดว่าถูกข่มขู่หรือถูกบังคับให้ขายบริการ ถูกทำร้ายทางร่างกายและทางจิตใจ ไม่มีอิสรภาพในการติดต่อกับคนอื่นหรือในการไปไหนมาไหน ได้รับค่าแรงน้อยมากหรือไม่ได้รับเลย หรือถูกยึดเอกสาร เช่น บัตรประจำตัว หรือ หนังสือเดินทาง กรุณาติดต่อศูนย์ส่งเสริมชาวไทยทันที ที่เบอร์โทรศัพท์ 323-468-2555 ทางศูนย์ฯ จะเก็บข้อมูลทุกอย่างรวมถึงสถานะการเข้าเมืองของคุณเป็นความลับ

โดย : ศูนย์ส่งเสริมชาวไทย

<<Back    Go to Sponsor


views[13433]    

All contents
มีเวปตัวเองภายใน 1 นาทีด้วยงบ $1/เดือน
Immigrant to UK for Urgently.
Visa Consulting service Charge (ค่าใช้จ่าย)
USA -Visa Consulting Service (ศูนย์ปรึกษาวีซ่าอเมริกา)
VISA Result Garantee (คลิ๊กที่นี่)
ศูนย์ส่งเสริมชาวไทย
Pay Online Now.
ปีนี้คนไทยมีโอกาสได้ง่ายขึ้นกว่า10เท่าจริงหรือ ?


Tell your friend   Make us your Homepage
  Home  | Today News | Web-Board | Sponsor | News | Menu Links | Miscellanous



thaibusinesscenter.net
Copyright (C) 2000-2006 All Rights Reserved