รวยและสวยได้ด้วยJeunesse
รวยและสวยได้ด้วยJeunesse

        Home   Today News   Web-Board    Sponsor   News   Miscellanous          


 บริษัท vShip4U อเมริกา
 Realtime World-Clock
 Hatinh Tour
 Mega Million Jackpot $326M
 Mega Million Jackpot $355M
 $1.5B Powerball Winner
 PowerBall $590M winner
 Thai lottery Result-Chk
 BellAir Shuttle
 ราคาประเมินที่ดิน, คอนโด
 Anniversary Maephim Group
 Thai Restaurant in Blaine, Washington
 Warehouse Asia
 Yahoo Greeting
 Thai-YellowPage USA
 Thai Tel-Search ToT
 US PersonSearch
 CountryCode Search
 USA Advance Search
 SnapFish Photo Album
 ShutterFly Photo Album
 PhotoBucket Album
 Job DB
 อีเมลล์ Yahoo Mail
 อีเมลล์ Hotmail
 Currency Exchange Rate
 WorldExchangeRate
 Paypal ส่งเงินทั่วโลก
 US Bank
 President Choice MC
 KEY-Bank
 Chase Canada
 Bank Of America
 Citi-Bank
 Bank of America
 OptionsMasterCard
 Capital One Bank
 BMO Bank
 TD Bank
 CIBC Bank
 Bangkok Bank LogIn
 Kasikorn Bank
 Amazon
 Thai LA.net
 US CIS
 American VISA
 Safety-Technology KU
 Thai Council of Prof-Engineer
 APEC Assessment
 APEC Engineers Manual
 ToastMaster Division-J
 Vancouver Business Network
 เวป Used Market
 Classified Page
 WorldMostClassified
 Unitel Lao
 I-Smart Engineering
 เวป Pantip มาร์เก็ต
 Canada -Kijiji
 Pattaya Classified
 Savan Park
 Vancouver Used
 คนไทยใน Sydney, Australia
 Classified Singapore
 S'pore Classified Website
 ศูนย์รวมComputor&Part
 Today in History TV
 Internet TV (1,000 Ch.)
 CNN-HeadLine
 Siam Media USA
 SIAM Town USA
 Thai in WA
 Rujirat News
 Thai-TV Nation Channel
 ฟัง "สนธิ" Click ที่นี่
 ManagerMultimedia
 Doo ThaiTV
 HotTV LeeNa Jang
 Watch ASTV now
 See San TV
 Thai TV Online
 Radio Online
 International Dictionary
 Fun with Science
 Astronomy Games
 Math Racing Games
 วิชาการดอทคอม
 Countries Study Index
 Job Canada
 Canada Gov-Job
 Job DB
 Job Monster
 Career Click
 Job in USA
 JobSet
 M & A Group
 US Lottery Visa 2006
 About 1CellNet "Voice"
 ชำระเงินPay Online
 USA Lotto Visa


Miscellanous

ชมเรือนหอ 40 ล้าน ‘บอล’รับขวัญ ‘นาตาลี’




นพ.โรม ชุตาภา

เปิดตัว’เมดโกเบิลเฮลท์แคร์’ ดึงฝรั่งรักษาและเที่ยวไทย


แอลเอ (ไทยทาวน์ยูเอสเอนิวส์) : แพทย์ไทยแห่งยูซีแอลเอ เอาจริงโครงการดึงผู้ป่วยอเมริกันที่ไม่มีอินชัวรันซ์หรืออินชัวรันซ์ไม่ “คอฟเวอร์” ไปรักษาตัวที่เมืองไทย ซึ่งค่ารักษา ค่าเดินทาง ค่าที่พัก บวกค่าทัวร์ยังถูกกว่ากันหลายเท่าตัว

 

นายแพทย์โรม ชุตาภา นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สาขาอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร (Gastroenterology) แห่งสถาบันยูซีแอลเอ เปิดเผยกับไทยทาวน์ฯ ถึงโครงการส่งผู้ป่วยไปรักษาพยาบาลในประเทศไทยที่ชื่อว่า MEDS Global Healthcare โดยเป็นโครงการที่ผสมผสานระหว่างการท่องเที่ยวและการรับรักษาทางการแพทย์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งในแง่ศักยภาพของแพทย์ สถานที่รักษาพยาบาล เครื่องไม้เครื่องมือ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวอันงดงาม

โดย นพ.โรม ชุตาภา กล่าวว่า โครงการ MEDS Global Health Care เริ่มต้นในปี 2006 เพื่อสนองตอบปัญหาใหญ่ของอเมริกา คือระบบประกันสุขภาพ หรือเฮลท์แคร์ มีราคาสูง ทำให้สัดส่วนของชาวอเมริกันที่ไม่มีประกันสุขภาพ หรือมีประกันสุขภาพที่ไม่ครอบคลุมมีเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ป่วยอาจต้องใช้เวลารอรับการรักษาเป็นเวลานาน

“เรามองว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์ในเมืองไทยของเรานั้น ถือว่าทันสมัย อยู่ในระดับโลก ผมก็ทำงานกับอาจารย์หมอที่เมืองไทย ทั้งโรงพยาบาลเอกชนและของรัฐ ในการพาคนไข้ไปผ่าตัดรักษาที่เมืองไทย โดยเราเตรียมให้พร้อมเลย มีแผนท่องเที่ยว หรือพักฟื้นในรีสอร์ทสักระยะ ก่อนมาพักฟื้นต่อในอเมริกา ซึ่งสองปีที่ผ่านมาได้รับความสนใจมากทีเดียว”

ในส่วนของค่าใช้จ่ายที่ผู้ป่วยต้องจ่าย ซึ่งรวมทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง ค่าที่พักตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่นภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ นั้น นายแพทย์โรม ชุตาภา กล่าวว่าต่ำกว่าค่ารักษาพยาบาลในอเมริกามาก

“ขอยกตัวอย่างการผ่าตัดเย็บกระเพาะ หรือ Bariatric Surgery เพื่อให้กินอาหารน้อยลง ผู้หญิงเขานิยมทำเพื่อลดความอ้วนนะครับ ถ้าทำที่นี่จะไม่ต่ำกว่า 6-7 หมื่นดอลลาร์ ถ้าไปเมืองไทย ค่าเครื่องบิน ค่าผ่าตัด ค่าท่องเที่ยว รวมแล้วประมาณหมื่นเหรียญ ถูกกว่ากันหลายเท่าตัวทีเดียว”

นายแพทย์หนุ่มกล่าวด้วยว่า ศักยภาพทางการแพทย์ของไทย ทำให้ในปีที่ผ่านมา มีผู้คนจากทั่วโลกเดินทางไปรักษาตัวในประเทศไทยมากถึงสี่แสนคน ตั้งแต่ไปทำฟัน ผ่าตัดรักษาโรค ทำศัลยกรรมเสริมสวย หรือกระทั่งผ่าตัดแปลงเพศ แม้ไทยจะมีคู่แข่งที่เป็นเพื่อนบ้านหลายประเทศ เช่นอินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ หรือฟิลิปปินส์ แต่ตนมั่นใจว่าไม่มีประเทศไหนมีศักยภาพครบถ้วนในทุกๆ ด้านเหมือนประเทศไทย

“สิงคโปร์เขาเป็นอันดับหนึ่งอยู่ในเวลานี้ แต่ผมไปดูแล้ว ไทยเราพร้อมกว่ามาก ตัวเลขสี่แสนคนนั้น ผมว่ายังโตได้อีกเยอะ” นายแพทย์โรมกล่าว และว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา ตนและทีมงานมุ่งความสนใจไปที่การคัดสรรโรงพยาบาล และทีมแพทย์ที่มีคุณภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย และการดูแลอย่างอ่อนโยนของพยาบาลคนไทย และในช่วงปลายปีนี้ จะมีการประชาสัมพันธ์โครงการ  MEDS Global Health Care อย่างจริงจัง โดยจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ลาสเวกัสในราวปลายเดือนพฤศจิกายน โดยได้มีการเชิญ ดร.สุวิทย์ ยอดมณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มาร่วมในงานด้วย

“เรากำลังจะรุกเต็มที่ เพราะทุกอย่างพร้อมแล้ว ผมได้ติดต่อไปยังการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเพื่อขอความสนับสนุนแล้วด้วย เชื่อว่าเราจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลด้วย เพราะตลาดส่วนนี้เป็นตลาดที่ใหญ่มาก มีศักยภาพมาก” นายแพทย์โรม ชุตาภา กล่าว

ในส่วนของโปรแกรมการท่องเที่ยวตามโครงการนี้ นายเฉลิมเกียรติ สุวรรณมาศ อดีตผู้จัดการภาคพื้นอเมริกาของบริษัทการบินไทยฯ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้กับโครงการนี้ กล่าวว่าเป็นการจัดโปรแกรมโดยคำนึงถึงคนไข้เป็นหลัก

“ส่วนใหญ่จัดไปภูเก็ต เพราะภูเก็ตทะเลสวยมาก หรือถ้าใกล้หน่อยก็พัทยา เพราะบางทีก็ต้องดูคนไข้ด้วยว่าผ่าตัดใหญ่ไหม หรือบางทีเที่ยวให้เสร็จก่อนแล้วค่อยผ่าตัด เสร็จแล้วไปพักฟื้นตามรีสอร์ทริมทะเล” นายเฉลิมเกียรติกล่าว และว่าด้วยอัธยาศัยอันอ่อนโยนของคนไทย ทำให้ผู้ป่วยหลายคนติดใจ

“พอไปถึงเมืองไทย คนไข้จะประทับใจในศิลปวัฒนธรรมไทยมาก โดยเฉพาะคนไทยเรามีความอ่อนน้อม ต้อนรับขับสู้ด้วยน้ำใจ ให้ความช่วยเหลือเขา คนไข้คนหนึ่ง ไปผ่าตัดช่องท้อง หลังรักษาเสร็จแล้ว ขออยู่ต่อครึ่งปี เพื่อทำกิฟท์ อยากมีลูก หนึ่งเห็นฝีมือของหมอ และบริการของพยาบาลไทยว่านุ่มนวล ดูแลกันแบบส่วนตัว เหมือนดูแลลูกหลานตัวเอง เขาประทับใจ ก็ไปเช่าอพาร์ทเมนท์อยู่ครึ่งปี เพื่อจะทำกิฟท์ เสร็จแล้วค่อยกลับ คนไข้ส่วนใหญ่มีความสุข เพราะค่าครองชีพถูก รักษาถูก”

ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบข้อมูลของโครงการอย่างละเอียดได้ที่ www.medsglobalhealkthcare.com.

 



 
 
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม
ที่มา : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์




พอล บำรุงพงษ์

เปิดตัวโปรแกรม’เอยูพี’ เรียนยูมะกันที่เมืองไทย


แอลเอ (ไทยทาวน์ยูเอสเอ) : สถาบัน "เซ็นต์ เทเรซ่า อินติ คอลเลจ" ที่นครนายก แนะนำ “อเมริกัน ยูนิเวอร์ซิตี้ โปรแกรม” ชวนผู้ปกครองส่งลูกหลานไทยในอเมริกาไปเรียนปริญญาตรีหรือโทกับ “มหาวิทยาลัยทรอย” ที่เมืองไทย เพื่อเด็กจะได้อยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมไทย ขณะเรียนหลักสูตรและได้ปริญญาของมหาวิทยาลัยอเมริกัน แถมค่าใช้จ่ายน้อยกว่าด้วย

นายพอล บำรุงพงษ์ ผู้บริหารฝ่ายต่างประเทศของวิทยาลัยเซ็นต์ เทเรซ่า อินติ กล่าวกับไทยทาวน์ฯ ถึงการเดินทางมาเปิดรับสมัครนักศึกษาไทยในอเมริกา เพื่อเข้าศึกษาในโปรแกรมที่เรียกว่า “อเมริกัน ยูนิเวอร์ซิตี้ โปรแกรม” หรือ เอยูพี ของวิทยาลัยเซ็นต์ เทเรซ่า อินติ ว่า ทางสถาบันเซ็นต์ เทเรซ่า ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทรอย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงของสหรัฐฯ เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนแบบสองปริญญาบัตร (Dual-degree) คือผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาทั้งของวิทยาลัยเซนต์เทเรซา อินติ และ มหาวิทยาลัยทรอย ทั้งระดับปริญญาตรี คือหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาการตลาด (Science Marketing), สาขาสารสนเทศ  (Information Systems) และ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business) หรือระดับปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (Master of Business Administration) สาขาการจัดการ (Management) และสาขาสารสนเทศฯ  (Information Systems) ซึ่งปีที่ผ่านมา สถาบันได้รองรับนักศึกษาจากนานาชาติเข้าไปศึกษาหลักสูตรนี้เป็นจำนวนมาก

“ทางผู้บริหารของเซ็นต์เทเรซ่า มีมุมมองว่า น่าจะสนับสนุนให้คนไทยที่มีลูกหลานอยู่ต่างประเทศได้ส่งลูกๆ กลับมาเรียนเมืองไทย คือเรียนระบบมหาวิทยาลัยอเมริกันนะครับ เรียนเป็นภาษาอังกฤษ กับคณาจารย์ที่ได้รับการรับรองจากมหาวิทยาลัยทรอย เพื่อเด็กไทยที่เกิดหรือเติบโตอยู่ในอเมริกา จะได้ไม่ลืมขนบธรรมเนียม ประเพณีความเป็นไทย จะเป็นการเรียนแค่ปีเดียว สองปี หรือจะเรียนแบบฟูลโปรแกรม จนจบปริญญาเลยก็ได้”

นายพอล บำรุงพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากการเรียนการสอนในสถาบันแล้ว นักศึกษาในโปรแกรมนี้ จะมีกิจกรรมเสริมหลักสูตรอีกมากมาย เช่นเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารไทย มวยไทย นาฎศิลป์ไทย มีการทัศนศึกษาตามสถานที่ต่างๆ ตลอดทั้งปี เพื่อให้นักศึกษาได้ใกล้ชิดกับความเป็นไทยให้มากที่สุดนั่นเอง

“อยากเรียนว่าโปรแกรมนี้มีข้อดีมากมาย นอกเหนือจากเด็กจะได้รู้จักขนบธรรมเนียมไทยแล้ว ค่าใช้จ่ายในการเรียนก็น้อยกว่าพอสมควร อีกทั้งยังสามารถทรานเฟอร์เครดิตกลับมาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น จะเรียนแค่ปีเดียวแล้วกลับมาเรียนต่อในอเมริกาได้โดยไม่เสียเวลาเลย โดยเครดิตที่เรียนไป สามารถทรานเฟอร์กลับมาที่มหาวิทยาลัยทรอยได้ทั้ง 57 แคมปัส หรือที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ 9 แคมปัส หรือทรานเฟอร์ไปยังมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ของอเมริกาได้อีก 37 แห่ง” นายพอล บำรุงพงษ์ กล่าว

ผู้บริหารฝ่ายต่างประเทศของวิทยาลัยเซ็นต์ เทเรซ่า อินติ กล่าวอีกว่า สถาบันฯ ตั้งอยู่ที่คลอง 14 (ฝั่งคลอง) ถนนรังสิต-นครนายก (หลักก.ม.ที่ 36) อ.องครักษ์ จ.นครนายก อยู่ห่างจากท่าอากาศยานดอนเมืองประมาณ 40 ก.ม. หรือห่างจากใจกลางกรุงเทพฯประมาณ 70 ก.ม. มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการศึกษาพร้อมสรรพ ตั้งอยู่ภายในบรรยากาศที่ร่มรื่นและเหมาะแก่การเรียน รวมถึงหอพักที่แยกระหว่างนักศึกษาหญิงและชาย และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด

ในส่วนของค่าใช้จ่ายสำหรับการสมัครเข้าศึกษาตามโปรแกรม เอยูพี ในปีการศึกษาหน้า ซึ่งจะเริ่มต้นในราวเดือนมกราคม นั้น นายพอล บำรุงพงษ์ กล่าวว่าค่าเทอมและค่าใช้จ่ายต่างๆ คิดเป็นเงินตกประมาณปีละ 279,000 บาท (สองเทอม) แต่ถ้ารวมค่าหอพัก ค่ากิจกรรมต่างๆ และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดทั้งหมดแล้ว จะอยู่ราวๆ ปีละ 340,000 บาท หรือประมาณ 10,000 ดอลลาร์

โดยนอกจากความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทรอย ของอเมริกาแล้ว วิทยาลัยเซ็นต์ เทเรซ่า อินติ ยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโคเวนทรี ของอังกฤษ เปิดหลักสูตรที่เรียกว่า British University Program (BUP) หรือหลักสูตรระดับปริญญาตรี เพื่อรับสองปริญญาบัตร คือจากวิทยาลัยเซนต์เทเรซา อินติ และจากมหาวิทยาลัยโคเวนทรี โดยเปิดหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตรคอมพิวเตอร์ และสาขาวิศวกรรมซอฟท์แวร์

ส่วนประวัติของวิทยาลัยเซ็นต์ เทเรซ่า อินติ นั้น เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างโรงเรียนเทคโนโลยีบริหารธุรกิจนานาชาติ (St Theresa International School) ประเทศไทย และ INTI International Group of Colleges ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีสาขาถึง 10 แห่งทั้งในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฮ่องกง จีน และอังกฤษ เมื่อปี 2543 เป็นสถาบันการศึกษาในสังกัดคณะกรรมการการอุดมศึกษา มีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นวิทยาลัยนานาชาติ มีมาตรฐานเทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา หรือประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นศูนย์กลางการศึกษาในระดับภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ที่จะผลิตบัณฑิตคุณภาพ มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับขององค์กรธุรกิจในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ นายพอล บำรุงพงษ์ จะไปพบกับประชาชนไทยในลอส แอนเจลิส เพื่อแจกเอกสารและใบสมัครเข้าศึกษาตามโปรแกรมดังกล่าวที่งานวันวัฒนธรรมไทย ในวันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน ที่บาร์นสเดล พาร์ค, ที่วัดไทย ลอส แอนเจลิส ในวันเสาร์ที่ 29 กันยายน และที่วัดป่าธรรมชาติ ในวันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 626-736-5698.

 
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม
ที่มา : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์

ชมเรือนหอ 40 ล้าน ‘บอล’รับขวัญ ‘นาตาลี’


ผู้จัดการออนไลน์...เตรียมเปิดตัวเรือนหอรอวิวาห์ราคากว่า 40 ล้าน ของพระเอกเทนนิสคนดังของประเทศไทย “บอล” ภราดร ศรีชาพันธุ์ สุดหรูให้แก่ว่าที่ภรรยาสาวสวยระดับโลก “นาตาลี เกลโบวา” ก่อนจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ของยอดเทนนิสมือ 1 ของไทย

        โครงการที่ ภราดร และ นาตาลี เลือกนั้นเป็นบ้านในโครงการไพร์ม เนเจอร์ อ่อนนุช วิลล่า ของเจ้าแม่อสังหาริมทรัพย์ อย่าง “สุนัทที เนื่องจำนงค์” กรรมการผู้จัดการใหญ่บ.ไพร์ม เนเจอร์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งมีอีกหนึ่งโครงการที่หัวหิน

      

        ในส่วนของโครงการบ้านที่ภราดรเลือกนี้ เรียกว่า เป็นโครงการระดับหรูมีมูลค่าสูงกว่า 40 ล้านบาทเลยทีเดียว ซึ่งสอบถามรายละเอียดไปยังประชาสัมพันธ์โครงการบ้านดังกล่าว ได้รับการยืนยันว่า ภราดร เลือกโครงการบ้านไว้เรียบร้อยแล้วจริง เป็นบ้านเดี่ยวสไตล์ยุโรป มีทะเลสาบจำลอง และสระว่ายน้ำส่วนตัว แต่ราคาบ้านนั้น ตนไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะทางภราดรได้ขอไว้ ให้ตนได้พูดคุยกับสื่อมวลชนเอง

       

        ทั้งนี้ โครงการที่ว่านี้ก็ได้เลือกหนุ่มบอลและนาตาลี เป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาไปแล้วด้วยเช่นกัน

      

        สำหรับรายละเอียดโครงการไพร์ม เนเจอร์ วิลล่า อ่อนนุช นั้น พัฒนาโครงการโดย บริษัท ไพร์ม เนเจอร์ วิลล่า จำกัด มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 287 ไร่ มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท ก่อสร้างบ้านทั้งหมด 152 ยูนิต คิดเป็นพื้นที่อยู่อาศัยเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ พื้นที่สาธารณูปโภคส่วนกลาง 36 เปอร์เซ็นต์ ตั้งราคาเริ่มต้น 15-105 ล้านบาท

      

        ด้านรูปแบบของบ้าน ภายในโครงการมีให้เลือกจำนวน 5 แบบ ขนาดแบบ 300 ตารางวา มีพื้นที่ใช้สอย 500-530 ตารางเมตร เป็นบ้านขนาดใหญ่บนเนินทะเลสาบ มีลักษณะเด่นเป็นบ้านเล่นระดับมีมุข 2 ด้านหันสู่ทะเลสาบ ทุกห้องมองเห็นวิวทะเลสาบได้ มีสระว่ายน้ำส่วนตัว

       

        ขนาดพื้นที่ 300 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 450 ตารางเมตร ลักษณะตัว L 4 ห้องนอน สระว่ายน้ำส่วนตัว พร้อมด้วย OUTDOOR JACUZZI ที่ตกแต่งอยู่ใน LANDSCAPE ขนาดพื้นที่ 200 ตารางวาพื้นที่ใช้สอย 375 ตารางเมตร ลักษณะตัว U มีห้องนั่งเล่นเพื่อชมความงามทะเลสาบ ขนาดพื้นที่ 100 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 280 ตารางเมตร สร้างบนพื้นที่ราบมี 3 ห้องนอน

      

        เป็นที่น่าติดตามว่า งานนี้ ภราดร จะเลือกบ้านอย่างไรให้เป็นเรือนหอของตนกับว่าที่ภรรยาสาวสวย ซึ่งทั้งคู่จะออกมาแถลงข่าว พร้อมกันวันที่ 20 ก.ย.นี้ ที่โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ และบันเทิงออนไลน์ จะนำภาพและรายละเอียดมานำเสนอในลำดับต่อไป

 



 
 
นำเสนอข่าวโดย : สรรชัย โกรานนท์
ที่มา : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์




"อภิรักษ์" รับฟังนักวิชาการแห่ทัก 50 ปี น้ำท่วมกรุง เตรียมประสานขอข้อมูลมาวิเคราะห์ วอนอย่าให้ตื่นตระหนกเกินไป สถานการณ์รายวันยังไม่น่าเป็นห่าวง

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยถึงกรณีที่นักวิชาการออกมาให้ความเห็นว่าอีก 50 ปี กรุงเทพฯจะจมน้ำ จึงอาจจะต้องมีการรับมือกับปัญหาน้ำท่วมแต่เนิ่น ๆ ทั้งการสร้างเขื่อนกั้นทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา – อ่าวไทย ด้วยงบประมาณกว่าแสนล้านบาท รวมทั้งมีแผนการป้องกันน้ำท่วมชั่วคราว และแผนถาวรด้วย ว่า ตนจะทำการรวบรวมความคิดของนักวิชาการต่าง ๆ ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น

  ซึ่งขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ ซึ่งประกอบ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) กรมชลประทาน และจังหวัดใกล้เคียงอยู่แล้ว ซึ่งมีการหารือเพื่อแก้ไขปัญหากันอยู่ตลอดเวลา โดยในระยะสั้นการแก้ไขปัญหาก็มีการดำเนินการรับมืออยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น การระบายน้ำ การเพิ่มพื้นที่รับน้ำ

  อย่างไรก็ตามจะมอบให้สำนักการระบายน้ำ (สนน.) ประสานขอข้อมูลโดยตรงกับนักวิชาการแต่ละท่าน เพื่อขอข้อมูลที่ศึกษาไว้หรือข้อมูลใหม่ เพื่อรวบรวมข้อมูลมาศึกษา มาช่วยในการวางกรอบป้องกันและแก้ไขปัญหา ซึ่งมุมมองที่แต่ละท่านเสนอเข้ามา จะเป็นทิศทางเดียวกับกทม.หรือไม่นั้น คงจะต้องลองดูข้อมูลที่จะได้ก่อน ทั้งนี้กทม.อาจจะต้องหารือกับคณะรัฐบาล เพื่อหารือถึงข้อมูลและแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

  นายอภิรักษ์ กล่าวต่อว่า ตนไม่อยากให้มองเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นมากให้เกินไป และไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก ซึ่งถ้ากทม.ได้รับทราบล่วงหน้าถึงสถานการณ์ ก็จะชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจเป็นระยะๆ ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมปัจจุบันในขณะนี้ ก็มีการประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวันอยู่แล้ว และพบว่าขณะนี้สถานการณ์ยังไม่น่าเป็นห่วง ทั้งน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุน ส่วนปริมาณน้ำฝน คงต้องรอดูความเปลี่ยนแปลงแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม กทม.มีการตรียมการรับมืออย่างเต็มที่ ทั้งพร่องน้ำลงแก้มลิงทั้ง 20 แห่งและในคลอง เปิดอุโมงค์ระบายน้ำ เตรียมเจ้าหน้าที่ให้พร้อมตลอด 24 ชม.เป็นต้น

คอนเสิร์ตส่งดวงวิญญาณ “กุ้ง” กิตติคุณ เชียรสงค์


นักร้องดัง กุ้ง-กิตติคุณ ขับรถชนต้นไม้อย่างแรง เสียชีวิต บนถนนพหลโยธิน จ.นครสวรรค์ เมื่อ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ก่อนเดินทางหลวงพ่อทักให้หยุดการเดินทางไว้ก่อน เพราะกำลังมีเคราะห์ถึงชีวิต ในงานสวดพระอภิธรรม 2 ต.ค. ศิลปินแห่งชาติ ''ครูชาลี'' ''กุ้ง-ตวงสิทธิ์'' และ “แจ้” ดนุพล แก้วกาญจน์ ไปร่วมไว้อาลัย นิธิทัศน์ฯ เตรียมคอนเสิร์ตใหญ่ส่งดวงวิญญาณ ผ่านบทเพลงสุดโปรดของนักร้องหนวดงาม วันเสาร์ที่ 6 ต.ค. เวลาเที่ยงตรง

 

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 28 ก.ย. ร.ต.ท.กฤช ทรัพย์แสง ร้อยเวร สภ.อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ได้รับแจ้งมีรถชนต้นไม้ข้างถนนพหลโยธินด้านขาขึ้น ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 265-266 ในเขตหมู่ 5 ต.อ่างทอง จึงไปตรวจสอบ พบรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่แบบแวน รุ่น 940 ESTATE สีเทาดำ หมายเลขทะเบียน 1อ-6611 กรุงเทพมหานคร ตกลงไปข้างถนนคาอยู่กับต้นไม้ ตัวถังรถข้างซ้ายพังยับ หลังคาและประตูหน้าซ้ายยุบเข้าไปครึ่งคัน กระจกหน้าหลังและด้านซ้ายแตกหมด ถังแก๊สท้ายรถหลุดกระเด็นออกมา

ภายในรถตอนหน้าพบผู้เสียชีวิต 2 คน คนขับทราบชื่อว่า นายกิตติคุณ เชียรสงค์ หรือ กุ้ง-กิตติคุณ นักร้องชื่อดัง อายุ 51 ปี สภาพศพยังนั่งอยู่กับเบาะเพราะรัดเข็มขัดนิรภัย มีบาดแผลสยดสยอง ส่วนคนที่นั่งคู่มาตอนหน้า ทราบชื่อว่า นายวิริยะ อาลีอีสเฮาะ อายุ 37 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุไม่มีพยานเห็น จากการตรวจบริเวณโดยรอบมีรอยรถวิ่งอยู่ที่เลนซ้ายสุดไม่มีรอยเบรกก่อนแฉลบลงจากถนนด้านซ้ายหญ้าราบเป็นทางยาว 30 เมตรและชนต้นไม้ สันนิษฐานว่า นักร้องคนดังขับฝ่าสายฝนที่ตกหนักมาตลอดทาง และเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุอาจหลับใน ประกอบกับถนนลื่น ทำให้รถเสียหลักแฉลบลงข้างทาง ด้านซ้ายรถฟาดกับต้นไม้

ก่อนเสียชีวิต กุ้ง กิตติคุณ พร้อมกับเพื่อนนักดนตรีกำลังจะเดินทางไปแสดงคอนเสิร์ต ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ในช่วงนี้มีคนทักว่าดวงไม่ค่อยดี ประกอบกับกำลังจะเดินทางผ่านจังหวัดนครสวรรค์ จึงได้แวะเข้านมัสการหลวงพ่อเฮง ที่วัดเขาดินใต้ ต.เขาดิน อ.เกล้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของดารานักร้อง ซึ่งทางหลวงพ่อ ได้ทักว่า กำลังจะมีเคราะห์ร้ายถึงชีวิต จึงขอให้นักร้องหนุ่มพักการเดินทางไปเชียงใหม่ไว้ก่อน แต่ทางนักร้องหนุ่มยืนยันที่จะเดินทางต่อ จากนั้นก็เดินทางออกจากวัดเมื่อช่วงประมาณบ่ายสองเพื่อจะไปจังหวัดเชียงใหม่ จนมาถึงที่เกิดเหตุ ต.อ่างทอง ก็ได้เกิดฝนตก สภาพถนนลื่น ทำให้เสียหลักพุ่งชนต้นไม้เสียชีวิต เพราะว่าบริเวณดังกล่าวจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งที่สุด หากมีฝนตกลงมา 

ล่าสุด กุ้งย้ายมาเข้าสังกัดบริษัทนิธิทัศน์โปรโมชั่นบริษัทเทปชื่อดังในยุคนั้น มีเพลงฮิต เช่น นกหลงรัง โปรดเถิดดวงใจ เด็ดดอกรัก ทั้งรักทั้งห่วง แอบช้ำ กล่อมขวัญ เดือนต่ำดาวตก กุ้งเคยเดินทางไปเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยนอร์ธ เท็กซัส สหรัฐอเมริกา ระหว่างหยุดภาคฤดูร้อนของทุกปีจะกลับมาอัดเทปให้กับบริษัทเทปต้นสังกัด เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาโทก็กลับเมืองไทยอย่างถาวร เคยเปิดร้านอาหารย่านถนนงามวงศ์วาน แต่เปิดได้ไม่นานเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเลยแยกตัวมาเปิดห้องบันทึกเสียงชื่ออมร สตูดิโอ และรับงานแสดงคอนเสิร์ตและโชว์ตัวตามต่างจังหวัดและเข้าหุ้นกับเพื่อนเปิดร้านอาหารที่ จ.เชียงใหม่ กระทั่งประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต

ในพิธีงานสวดพระอภิธรรม มีเพื่อนพ้องในและนอกวงการรวมถึงแฟนเพลงเดินทางมาร่วมอาลัยต่อการจากไปของนักร้องชื่อดัง ''กุ้ง'' กิตติคุณ เชียรสงค์ โดยเมื่อคืนวันที่ 2 ต.ค. มีคณะครูโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย, สมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย, เพื่อนๆ ทีมงานนิธิทัศน์ฯ และเพื่อนๆ จาก จ.ภูเก็ต จ.นครศรีฯ เป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมในคืนที่ 4 ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม สำหรับพี่น้องในวงการที่เดินทางมาร่วมงานศพ อาทิ ศิลปินแห่งชาติ ครูชาลี อินทรวิจิตร, ''กุ้ง'' ตวงสิทธิ์ เรียมจินดา, ''จิ๊บ'' วสุ แสงสิงห์แก้ว, ศรีเผือก, ''แจ้'' ดนุพล แก้วกาญจน์ ฯลฯ ซึ่งในคืนดังกล่าวศิลปินแห่งชาติ ครูชาลี อินทรวิจิตร ในฐานะผู้แต่งเพลง ''เท่านี้ก็ตรม'' ของ ''กุ้ง-กิตติคุณ'' ได้ขับร้องเพลงดังกล่าวพร้อมกับ ''กุ้ง-ตวงสิทธิ์'' หน้าที่บรรจุศพของ ''กุ้ง-กิตติคุณ'' เพื่อเป็นการไว้อาลัยด้วย

โดย ''กุ้ง-ตวงสิทธิ์'' ได้เปิดใจ ถึงการจากไปของนักร้องรุ่นพี่ที่ตนเองเคารพนับถือว่า ''ในฐานะที่เป็นนักร้องรุ่นน้องที่ตอนเด็กชื่นชนในตัวของ ''พี่กุ้ง-กิตติคุณ'' มากในบุคลิกนักร้องเสียงนุ่ม จนได้เข้ามาวงการได้มาอยู่ร่วมค่ายกับพี่กุ้งก็ยังคงเห็นความนุ่มนวล นิสัยอ่อนโยนในตัวพี่กุ้งอยู่ตลอด พี่กุ้งเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก เป็นพี่ที่ดีของน้องๆ กับการจากไปครั้งนี้รู้สึกเสียใจมากถึงแม้เรื่องการตายจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเร็วไปกับการจากไปของพี่กุ้ง ต้องขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัว และแฟนเพลงของพี่กุ้งด้วยครับ''

ส่วน ''แหม่ม-ภัทรพร'' ภรรยาของนักร้องหนุ่มเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนมีความรู้สึกเหมือนกับว่า สามีมาหา เหมือนอย่างที่เคยทำทุกวัน นอกจากนี้ แหม่มยังเปิดเผยอีกว่า ปกติสามีจะกลับเข้าบ้านดึก และจะเข้ามาหอมแก้มลูกเมียทุกวัน ''คืนแรกตอนที่พี่กุ้งเสีย พี่กับลูกก็นอนอยู่ในห้อง แต่มีความรู้สึกว่าเหมือนมีคนเดินอยู่นอกห้อง ซึ่งความรู้สึกเหมือนกับตอนที่พี่กุ้งยังอยู่ เพราะตอนที่พี่กุ้งยังอยู่นั้น...เค้าจะกลับบ้านดึก เราแม่ลูกจะนอนแล้วทุกครั้ง และพอเค้ากลับมาปุ๊บ เค้าก็จะเข้าห้องเบาๆ เพื่อไม่ให้เราตื่น และเค้าก็จะเอาผ้าห่มสอดไว้ใต้เท้าให้พี่ และจะดูของลูกๆ ด้วย พร้อมกับก้มหอมแก้มทุกคน ซึ่งเค้าจะทำทุกครั้ง และครั้งนี้แหม่มก็รู้สึกว่าเค้าเข้ามาหอมแก้มเรา และทำแบบที่เค้าเคยทำทุกวัน เค้าทำทุกอย่างเหมือนเดิม เรารู้สึกได้จริงๆ ว่า เขายังอยู่ ที่เค้าทำอย่างนี้เพราะว่าช่วงหลังพี่ไม่ค่อยสบาย แพ้อากาศ วันที่ไปรับศพจุดธุปให้พี่กุ้งมาหา พี่ไม่กลัวเค้า อยากให้เค้ามาด้วยซ้ำไป''

วิเชียร อัศว์ศิวะกุล ประธานบริหารบริษัท นิธิทัศน์ โปรโมชั่น จำกัด ได้เชิญแฟนเพลง ''กุ้ง-กิตติคุณ'' มาร่วมไว้อาลัยโดยพร้อมเพรียงกันในวันเสาร์ที่ 6 ต.ค. ตั้งแต่เวลา 12.00 น. โดยจะมีการแสดงดนตรีเพื่อไว้อาลัย ซึ่งจะต้องร้องเพลงที่ ''กุ้ง'' โปรดมากที่สุด เช่น ขวัญเรียม, เดือนต่ำดาวตก ผ่านเสียงร้องของเพื่อนพ้องพี่น้องในวงการเพลงอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น วินัย พันธุรักษ์, ไพจิตร อักษรณรงค์, วิชัย ปุญญยันต์, นัดดา วิยะกาญจน์, ทิพย์วรรณ ปิ่นภิบาล, อ้วน-วารุณี, ก้อย-พรพิมล, ภูสมิง หน่อสวรรค์, อ๊อด-โอภาส ฯลฯ

นอกจากนี้ทีมงานนิธิทัศน์ฯ นำรถโอบีมาบันทึกและถ่ายทอดสดบรรยากาศรอบๆ งานด้วยทีวีจอแบนขนาดใหญ่ พันธุรักษ์ซาวด์ โดย วินัย พันธุรักษ์ จัดเครื่องเสียงและเครื่องดนตรีมาร่วมสนับสนุน



 
 
นำเสนอข่าวโดย : สรรชัย โกรานนท์
ที่มา : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์







ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช

นายการุณ ใสงาม

นายอุทัย พิมพ์ใจชน

ผู้แทนห้าร้อย

ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ผู้เชี่ยวชาญการเมืองไทย ได้วิเคราะห์การเมืองไทยในการเลือกตั้งผู้แทนฯทั่วประเทศ วันที่ 23 ธันวาคม 2550 นั้นจะมีตัวแทน (นอมินี) ของทักษิณ ชินวัตร ถึงสองคนคือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตผู้ว่า กทม. หัวหน้าพรรคพลังประชาชนปัจจุบันนี้ ทั้งสองจะแยกทางกันเดินก่อน แล้วค่อยมารวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง เพื่อช่วยเหลือ ทักษิณ ชินวัตร ให้หลุดพ้นข้อกล่าวหา “โกงชาติ” แล้วกลับประเทศไทยอย่างปลอดภัย พูดง่ายๆ ตามภาษาชาวบ้าน เฒ่าชราทั้งสองคนนี้เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อฟอกตัวให้ทักษิณ (ความเห็นของผู้เขียน)

ดร.ชัยอนันต์ ประเมินว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการทุ่มเงินเพื่อเอาชนะการเลือกตั้งถึงสามหมื่นล้านบาท โดยกลุ่มอำนาจเก่าจะยอมทุ่มเงินไม่อั้นให้หลุดพ้นจากคดีทุจริตต่างๆ ที่ตนเองถูก คตส.เล่นงานอยู่ในขณะนี้

กลุ่มอำนาจเก่าจะกลับมายึดอำนาจปกครองบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่งในปีหน้า การดำเนินคดีอาญากับทักษิณจะไม่ราบรื่นอย่างแน่นอน

นายการุณ ใสงาม อดีตผู้แทนราษฎรจากจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ให้ความเห็นเรื่องการซื้อขายผู้แทนฯ (ส.ส.) ว่า ส.ส.ที่ขายตัวขอเรียกเป็นตัวไม่ขอเรียกเป็นคน สาเหตุที่ต้องเรียกคนเหล่านี้เป็นตัวก็เพราะว่าครั้งที่แล้วมีคนออกมาเปิดเผยว่า มีการซื้อตัว ส.ส.ให้ลงเลือกตั้งครั้งนี้คนละ 30 ล้านบาท แต่ครั้งนี้มีข่าวลือแว่วขึ้นมาใหม่ในจังหวัดสุรินทร์เมื่อคืนวานนี้ว่า จำนวนเงินได้เพิ่มขึ้นจาก 30 ล้านบาทเป็น 40 ล้านบาทแล้ว ซึ่งหากเปรียบเทียบการแข่งขันสมัยก่อนการแข่งขันในการเลือกตั้งใช้รูปแบบเขตละคน ผู้สมัครต้องแข่ง 2 ให้ได้ 1 แต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ได้ย้อนยุคกลับใช้รูปแบบการเลือกตั้งในปี 2539 ซึ่งเลือกได้เขตละ 3 คน ซึ่งผู้แข่งขันจะมีมากสุดเขตละ 4-5 คนเป็นตัวหลัก และมีอีก 20 คนเป็นตัวประกอบ ซึ่งหากการแข่งขันที่ต้องเอา ส.ส.เพียงแค่ 3 คนต่อเขต แบบนี้ “ตัว” ที่สามารถมีสิทธิ์ได้รับเลือกตั้งก็จะมีค่าตัวแพงขึ้น

นายการุณบอกว่า ในพื้นที่ตะเข็บสีแดงภาคอีสานมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงมาก จัดแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มแรกประกอบด้วยจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และร้อยเอ็ด กลุ่มที่สองประกอบด้วยอำนาจเจริญ หนองคาย อุบลราชธานี และยโสธร ส่วนกลุ่มสุดท้ายเป็นภาคอีสานตอนเหนือและภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ต่างเป็นพื้นที่กลุ่มสีแดงและต่อไปจะถูกทุบ และเงินก็จะหลั่งไหลไปในพื้นที่จำนวนมาก ซึ่งบางพื้นที่มีการลงทุนมาแล้วกว่า 20 ปี ทั้งงบประมาณพรรคและงบประมาณส่วนตัวให้ได้รับเลือกมาถึง 14 ครั้ง และคนหน้าใหม่ที่ไม่มีการลงทุน 40 ล้านอย่าหวังว่าจะมีโอกาสในการได้รับการเลือกตั้งในเขตเหล่านั้น

การซื้อตัว ส.ส.เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจและชั่วช้าสามานย์ เพราะการซื้อเสียงเงินที่ตกมือประชาชนมากสุดก็แค่คนละ 100 บาท เพราะหากเทียบจำนวนประชากรที่มีสิทธิ์ออกเสียงในแต่ละเขต 250,000 คน ส.ส.หนึ่งคนก็ต้องซื้อเสียงให้ได้ 10,000 คะแนน และถ้าจะซื้อเสียงให้เข้าเป้าก็ต้องจ่ายถึง 20 ล้านบาท ทั้งนี้ยังมีค่าใบปลิวที่มันเดินไปติดด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องจ้างคนไปติดและคนทำขึ้นมาเป็นจำนวนเงิน 5 ล้านบาท และยังมีค่าหัวคะแนนที่จะต้องมีเป็นหลัก 10 คน คนละ 500-1,000 บาท ซึ่งหากหน่วยเลือกตั้งมี 600 หน่วยก็เท่ากับว่าต้องมีหัวคะแนน 6,000 คน ซึ่งก็เท่ากับพรรคการเมืองต้องจ่ายค่าหัวคะแนนอีก 6 ล้านบาท

รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดบทลงโทษนักการเมืองที่ทำผิดในลักษณะนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ใดซื้อเสียงหรือสัญญาว่าจะให้ เพื่อทรัพย์สินอื่นที่อาจคำนวณเป็นเงิน ก็สามารถเอาผิดกับคนเหล่านี้ได้ ซึ่งการกระทำเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม และทุกคนก็รู้เรื่องที่เกิดขึ้นนี้หมด แต่มีอยู่คนเดียวที่ไม่รู้เรื่องนี้เลยคือ กกต.

นายการุณกล่าวอีกว่า ขณะนี้ประเทศไทยต้องการ ส.ส. 480 คน ซึ่งแข่งกันจริงก็จะมีผู้สมัครไม่เกิน 1,000 คน สังกัด 5 พรรค และจะอยู่ในพรรคใหญ่ 2-3 พรรค และหากเอาเงิน 30 ล้านบาทมาคูณกับ 1,000 คน ก็จะเป็นเงินจำนวนมหาศาล และหากลดตัวเลขจาก 1,000 คน เป็น 800 คน และเอา 800 คน คูณ 30 ล้านบาท ก็จะเป็นเงินจำนวนมากถึงกว่า 20,000 ล้านบาท และหากการคำนวณเป็นจริงเราสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินจำนวนนี้หลุดออกมาจากธนาคารใด

เงินจำนวนนี้จะส่งออกจากบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งเขาสามารถเขียนนามบัตรจ่ายเงินคืนกันได้หลังเลือกตั้ง เผลอๆ อาจจะมีการจ่ายเป็นห่อเงินสด แบกเป็นลังๆ

การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเดิมพันสำคัญของชีวิตคนที่อยู่ลอนดอน เพราะเขาจะต้องเดิมพันจากคุกตะราง จากการอายัดทรัพย์ การต่อสู้จึงจะรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเวลาที่เหลือขณะนี้ตนจะไม่เรียกร้องนักการเมือง เพราะเรียกร้องอะไรจากบุคคลเหล่านี้ไม่เคยได้ ส่วนการเรียกร้องจากประชาชนก็ทำได้แต่ไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงขอเรียกร้องไปยัง กกต. ที่ รธน.ให้อำนาจไว้ ท่านจึงควรปฏิบัติหน้าที่อย่างเอาจริงเอาจังกับผู้ที่ทำผิดให้ถึงที่สุด

นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา กล่าวว่าการซื้อขายตัว ส.ส.มีตั้งแต่สมัยที่ตนเป็นหัวหน้าพรรคเอกภาพ การซื้อเสียง ส.ส.มีอยู่ 2 ประเภทคือ 1.ซื้อผู้สมัครหน้าเก่าที่มีชื่อเสียง ซึ่งพรรคการเมืองที่เป็นผู้ซื้อเห็นว่ามีโอกาสสูงในการลงรับเลือกตั้ง และ 2.ซื้อพวกหน้าใหม่ไม่มีชื่อเสียงที่จะยอมขายตัวให้กับพรรคการเมือง โดยเปรียบการซื้อตัว ส.ส.คล้ายกับการซื้อตัวทีมฟุตบอล ซึ่งตลาดการซื้อเสียง ส.ส.ในบริบทการเมือง ขณะนี้ ตลาดจะขึ้นอยู่กับผู้ขายที่จะมีอำนาจต่อรอง อดีต ส.ส.หน้าเก่าบางคนถูกทาบทามและมีการเล่นตัว

เขาบอกว่ายังขึ้นอยู่กับพื้นที่ในการเลือกตั้งครั้งนั้น ว่าผู้ที่ลงสมัคร ส.ส.ซึ่งเป็นคนที่ถูกขายมีโอกาสสูงในพื้นที่นั้นหรือไม่ บางพื้นที่ผู้สมัครหรือผู้ขายมีอำนาจต่อรองต่ำเพราะพื้นที่นั้นเป็นอำนาจต่อรองของผู้ซื้ออยู่แล้ว

“การซื้อเสียงก็เหมือนกงล้อรถที่จะหมุนไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้ว่าขณะนี้จะมีการปฏิวัติ แต่ทิศทางไม่ได้ทำให้กงล้อทางการเมืองเปลี่ยนไป ซึ่งการซื้อเสียง ส.ส.เป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ แต่ขณะนี้มีกฎหมายใหม่และกำหนดไว้ให้เป็นความผิดที่จะตรวจสอบ ก็เห็นว่าอาจจะทำได้ซึ่งเรื่องนี้คิดได้ทำได้ก็ดี แต่เรื่องแบบนี้เขากินในที่ลับแล้วไม่เอามาไขกันในที่แจ้ง ซึ่งหากจะมาตรวจสอบเรื่องนี้ก็จะเป็นลักษณะของนกเกาะบนกิ่งไม้ เมื่อพลเมืองดีไปแจ้ง กกต.มาดูนก กว่า กกต.จะไปถึงนกก็บินหนีไปเสียแล้ว

คุณอุทัย ดูเหมือนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการซื้อขาย ส.ส.เหลือเกิน มิน่าเล่าถึงได้รับการติดต่อให้ไปเป็นที่ปรึกษากลุ่มรวมใจไทย ของพรรคพวกนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ผมก็จำไม่ได้แล้วว่าคุณอุทัยเคยขายตัวหรือไม่? ทักษิณ ชินวัตร คนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นคนบอกเรื่องนี้ได้ครับ

ป.ล. ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช บอกกับประชาชนว่า รัฐประหารครบหนึ่งปี คนไทยมีแต่ได้ เพราะหยุดการโกงชาติไว้ได้ชั่วคราว การหาผลประโยชน์ของนักการเมืองที่ทำการมาอย่างต่อเนื่องต้องสะดุดหยุดลง และคำวินิจฉัยของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักไทย จะปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ว่า ระบอบทักษิณได้ทำลายประชาธิปไตยอย่างไร และได้ฉ้อฉลอย่างไรบ้าง?

การเรียนรู้ของประชาชนได้ก้าวหน้าไปมาก พอที่จะทำให้ผลการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ เป็นไปอย่างที่ไม่มีใครคิดได้








เจ้าหน้าที่ของไอซ์ คุมตัวโรบินฮูดชาวกัวเตมาลา ที่เคยต้องโทษคดีขโมยรถยนต์ ออกจากบ้านในช่วงเช้ามืดของวันที่ 27 กันยายน เพื่อพิมพ์ลายนิ้วมือก่อนเนรเทศ ตามปฏิบัติการบุกจับโรบินฮูดครั้งใหญ่ในย่านเซาท์แลนด์ ที่ในช่วงเวลาเพียงสองสัปดาห์ สามารถจับกุมผู้อยู่อย่างผิดกฎหมายได้กว่า 1,300 คน (แอลเอไทมส์)

รายงานหน้าหนึ่ง : บุกจับ”โรบินฮูด”... เรื่องที่คนไทยต้องกลัวหรือเปล่า...??


ข่าวเรื่องการบุกจับโรบินฮูดของอิมมิเกรชั่น ซึ่งปัจจุบันต้องเรียกว่า หน่วยงานไอซ์ (Immigration and Customs Enforcement: ICE) ที่ได้ยินกันอย่างหนาหูในช่วงหลายๆ เดือนที่ผ่านมา ทำให้พวกเราคนไทยหลายๆ คนกระสับกระสาย ใช้ชีวิตด้วยความเครียดมากขึ้น ถ้าถูกจับและเนรเทศ ครอบครัวลูกเต้าจะอยู่กันอย่างไร

ล่าสุด แอลเอไทมส์ รายงานข่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานไอซ์จับผู้อยู่อย่างผิดกฎหมายในลอส แอนเจลิส มากถึง 1,327 คน ทั้งบุกจับจากบ้านหรืออพาร์ทเมนท์ที่พัก ที่ทำงาน หรือกระทั่งไปรอรับตัวที่ประตูคุก

ความหวาดวิตกจากภัยก่อการร้ายหลังเหตุการณ์ 9/11 ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามการเข้าเมืองและอยู่อย่างผิดกฎหมายของคนต่างชาติมากขึ้น ยิ่งกฎหมายปฏิรูประบบอิมมิเกรชั่น ที่คาดหวังว่าจะสามารถแก้ไขปัญหายักษ์ของอเมริกาได้บ้าง ไม่สามารถผ่านสภาได้ เพราะนักการเมืองสองพรรคมองประเด็นนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง ยิ่งทำให้แต่ละเมือง แต่ละรัฐ มีความรู้สึกว่าจะต้อง “ดูแลแก้ไขปัญหา” กันเอง ส่วนหนึ่งออกกฎหมายท้องถิ่นของตัวเองขึ้นมาดูแลปัญหา เช่นเล่นงานนายจ้างที่ใช้แรงงานผิดกฎหมายหนักขึ้น ให้แลนด์ลอร์ดตรวจสอบเอกสารของผู้เช่าก่อนอนุญาตให้ขนข้าวของเข้ามา ฯลฯ รวมไปถึงความร่วมมือของผู้รักษากฎหมายท้องถิ่นกับหน่วยงานไอซ์ ซึ่งเป็นของรัฐบาลกลาง ในการสืบเสาะข้อมูลตามปฏิบัติการต่างๆ อันนำมาซึ่งการ “จับโรบินฮูด” อย่างจริงจังที่เราได้ยินกันอย่างต่อเนื่อง

ข่าวคราวที่ได้ยินหนาหูเหล่านี้ ทำให้เกิดคำถามมายังไทยทาวน์ฯ เยอะทีเดียวว่า “เดี๋ยวนี้ เขาบุกจับกันถึงบ้านเลยหรือ”...

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมไปร่วมงานแถลงข่าวของหน่วยงานไอซ์ ในดาวน์ทาวน์แอลเอ ซึ่งเชิญสื่อชนกลุ่มน้อยไปฟังคำชี้แจงให้เข้าใจถึงภาระหน้าที่ และแผนเฉพาะหน้าที่ไอซ์กำลังปฏิบัติอยู่ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นผลมาจาก “คำถาม” ในย่อหน้าข้างต้นนั้นแหละ

ได้รับคำยืนยันจากเจ้าหน้าที่ระดับสูง ทั้งของกระทรวงโฮมแลนด์ฯ และของไอซ์ว่า การร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นนั้น “ตีวง” อยู่แค่การตามจับอาชญากร ทั้งอยู่ระหว่างหนีคดี อยู่ในคุก และพ้นคุกออกมาแล้ว และหนีเนรเทศ เท่านั้น.... ไม่มีการขอตรวจหลักฐานแสดงสถานภาพจากคนทั่วไปโดยเด็ดขาด...

เป็นการปราบโรบินฮูดที่เข้าข่าย “เป็นภัยคุกคาม” ต่อความสงบสุขของอเมริกาเท่านั้น

จำได้ชัดเจนว่า คุณเวอร์จิเนีย ไคซ์ ที่เป็นผอ.ฝ่ายสื่อสารมวลชนของโฮมแลนด์ฯ บอกว่าหากคุณได้ข่าวว่าเพื่อนของคุณถูกไอซ์บุกจับที่บ้านในตอนเช้ามืด ขอให้ทราบว่าเพื่อนคุณคนนั้นไปก่อคดีอาญาอะไรเอาไว้...

การบุกจับโรบินฮูดในแอลเอครั้งล่าสุดนั้น ข่าวบอกว่าเกือบๆ 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้มีประวัติอาชญากรรม และเคยถูกเนรเทศมาแล้วแต่ “มุดรั้ว” เข้ามาใหม่ ส่วนใหญ่ คือประมาณ 1,100 คน มาจากแม็กซิโก, 170 มาจากอเมริกากลาง ที่เหลือมาจากหลายประเทศ รวมถึงเวียดนาม อินโดนีเซีย ไอแลนด์ (มีไทยหรือเปล่า ไม่ระบุ) จากความผิดตั้งแต่จี้ปล้นย่องเบา ตบตีภรรยา (หรือสามี) ทำร้ายร่างกาย จนถึงคดีเกี่ยวกับยาเสพติดประเภทต่างๆ ข่าวบอกด้วยว่า 530 คนถูกจับจากบ้านหรือที่ทำงาน เกือบ 800 คนถูกส่งออกมาจากคุกของเคาน์ตีต่างๆ ทั้งแอลเอ, ออเรนจ์, เวนทูร่า, ริเวอร์ไซด์ และซานเบอร์นาดิโน่

ประเด็นสำคัญที่อยากเน้นตรงนี้ก็คือ บางคนมีสิทธิอยู่อย่างถูกกฎหมาย เพราะมีใบเขียว แต่ก็ต้องถูกเนรเทศ เพราะใบเขียวถูกยกเลิกจากความผิดอาญาที่ทำ

ในจำนวนโรบินฮู้ดที่ถูกจับครั้งนี้ มี 146 คน ถูกจับเพราะ “ดวงกุด” อยู่ในสภาพที่ฝรั่งเรียกว่า Collateral คือบังเอิญต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ของไอซ์ระหว่างการบุกจับ ทั้งที่ไม่ได้เป็นเป้าหมาย...

การกวาดจับโรบินฮูดครั้งล่าสุดในแอลเอ กว่า 1,300 คนที่ว่านั้น ข่าวบอกว่าเป็นปฏิบัติการที่ได้ตัวโรบินฮูดมากที่สุดในรอบหลายๆ ปี มากกว่าการกวาดจับโรงงานเนื้อในหกรัฐ อันเป็นข่าวใหญ่ส่งท้ายปีที่ผ่านมาเสียอีก เพราะครั้งนั้นได้แรงงานผิดกฎหมาย 1,297 คน

ถ้าจำกันได้ การกวาดจับแรงงานในโรงงานเนื้อชื่อ สวิฟท์แอนด์โค ที่เป็นผลให้ราคาเนื้อในตลาดต้องปรับขึ้นอยู่ระยะหนึ่ง และเป็นเหตุให้ไอซ์ถูกฟ้องร้องโดยกลุ่มสิทธิมนุษชนหลายคดีอยู่ในเวลานี้นั้น เป็นการบุกจับโดยที่ไอซ์อ้างเหตุผลว่า เป็นปฏิบัติการปราบกระบวนการทำไอดีปลอม ที่สืบสวนมาหลายปี

ถ้าจะเชื่อตามข้อมูลที่ว่ามานี้ โรบินฮูดจากไทยแลนด์ก็ไม่น่าจะต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดผวาอะไรให้มากนัก เพราะความร่วมมือระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นกับไอซ์ที่ว่า ยังไม่รวมมาถึง หน่วยงานตำรวจแอลเอ หรือแอลเอพีดี ที่ยังคงยึดคำสั่งพิเศษที่เรียกว่า “สเปเชียลออร์เดอร์ 40” หรือกฎเหล็กห้ามถามถึงสถานภาพการอยู่อาศัยของผู้ต้องสงสัยอย่างเหนียวแน่น หากไม่ได้ก่อคดีอาญาจนต้องติดคุกติดตะรางของเคาน์ตี ก็ไม่น่ากลัวใดๆ

แต่เตือนไว้หน่อยสำหรับเมืองคอสตาเมซ่า และอนาแฮม เพราะข่าวบอกว่าสองเมืองนี้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานไอซ์ในการเช็คสถานภาพของผู้ต้องสงสัยด้วย... แม้จะยังไม่เคยมีกรณีโรบินฮูดถูกจับและเนรเทศเพราะความผิดขับรถเร็ว หรือเจ-วอล์ค แต่ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้...

ข่าวบอกว่า หน่วยงานเชอรีฟของแอลเอเคาน์ตี ได้ตรวจสอบหลักฐานของนักโทษในคุกระหว่างเดือนมกราคม ถึงกันยายนที่ผ่านมา พบว่าเป็นโรบินฮูดถึง 8,000 คน ส่วนคุกของออเรนจ์ เคาน์ตี มีนักโทษโรบินฮูด ประมาณ 4,600 คน... คนเหล่านี้พ้นโทษเมื่อไหร่ก็ถูกเนรเทศเมื่อนั้น

ในความเห็นส่วนตัวของผมนั้น การเข้มงวดของเจ้าหน้าหน้าที่ท้องถิ่น โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่เรือนจำในการ “ป้ายหัว” อาชญากรในคุกว่าเป็นโรบินฮูด และส่งตัวให้ไอซ์เพื่อเนรเทศทันทีที่พ้นคุก แทนที่จะปล่อยให้ออกมาเดินถนนอย่างเสรีได้อย่างแต่ก่อน น่าจะเป็นเรื่องรับได้ เพราะหากใครไปป่วนในเมืองไทยของเรา เราก็คงไม่ชอบเหมือนกัน อย่างที่ จิม เฮย์ เจ้าหน้าที่ของไอซ์ สำนักงานแอลเอ บอกว่า “คนเหล่านี้ หนึ่ง ไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในอเมริกาอย่างถูกกฎหมายอยู่แล้ว และยังขยายความผิดของตัวเองโดยการก่ออาชญากรรมอีก คนพวกนี้ไม่ใช่คนที่เราอยากให้ร่วมอยู่ในสังคม คนพวกนี้ไม่ใช่คนที่เข้ามาหางานทำ"

ข่าวบอกว่า สำนักงานอัยการมีแผนที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีผู้ที่ถูกจับงวดนี้ จำนวน 45 คนฐานหลบหนีเข้าประเทศหลังถูกเนรเทศ ซึ่งโทษสำหรับคดีลักษณะนี้สูงถึง 20 ปีทีเดียว

ในปี 2003 ไอซ์ ได้จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษสำหรับตามจับอาชญกรโรบินฮูดโดยเฉพาะจำนวน 17 หน่วย ปัจจุบันขยายเป็น 75 หน่วยทั่วประเทศ จับกุมโรบินฮูดได้มากกว่า 61,000 คน รวมถึง 17,331 คนที่ก่ออาชญากรรมขั้นร้ายแรง และประเมินว่ายังมีโรบินฮูดที่เป็นอาชญากรในประเทศอีก 595,000 คนหรือลดลงถึง 37,000 คนจากปีที่แล้ว

จากข้อมูลที่ติดตามมาระยะหนึ่ง ผมพอจะสรุปได้ ณ วันนี้ว่า ถึงจะเป็นโรบินฮูด แต่ถ้าคุณเป็นคนดี ไม่ก่อปัญหาให้สังคมที่คุณอยู่อาศัย ชีวิตประจำวันของคุณก็น่าจะดำเนินไปได้เป็นปกติวิสัย... หากไม่ดวงกุดจนเกินไป โอกาสที่จะแหงนหน้ามองฟ้าใสๆ ของดินแดนเสรีแห่งนี้... ยังพอมีอยู่ครับ.



 
 
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม
ที่มา : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์

<<Back    Go to Miscellanous


views[8524]    

All contents
องค์กรช่วยเหลือสังคม ACORN
อพยพชาวซานดิเอโก้ครั้งใหญ่
14 ตุลารำลึก
ชมเรือนหอ 40 ล้าน ‘บอล’รับขวัญ ‘นาตาลี’
เที่ยวบินมรณะ ตายกว่า88 !!
ลือสะพัด "ทนายนพดล" สละโสด "อ้อเล็ก"?
เหยื่อกาม’ธีรพล’เปิดใจ ขอให้เขาทุกข์เหมือนฉัน
ยามเฝ้าแผ่นดิน
ผลสำรวจโดยรัฐบาลระบุเด็กเอเชียฉลาด และประสบความสำเร็จในการเรียนสูงกว่าชาติอื่น
เมืองนิวเฮฟเว่นสวนกระแส ออก”ไอดีโรบินฮูด”ให้ชาวเมือง
กฎหมายหย่าร้าง
“ดรีมแอ็กท์-ช่วยเด็กต่างชาติให้ได้รับสถานภาพที่ถูกกฎหมาย”
ทำใบเขียวคนครัวภายในหนึ่งปี
‘บุช’ยังดันกฎหมายอิมมิเกรชั่นสุดฤทธิ์
ปรับราคาใบเขียวและเปลี่ยนสัญชาติ
*ร่างกฎหมายปฏิรูปอิมมิเกรชั่น*
ประกาศแล้ว!! วีซ่าบูเลทินเดือน “มิถุนายน”
เส้นตายของการยื่นวีซ่า H-1B สำหรับปี 2007 - 2008
การรักษาสถานะกรีนการ์ด* (Maintaining Status as a Green Card Holder)
โอกาสรอบสองของ”โรบินฮูด”


Tell your friend   Make us your Homepage
  Home  | Today News | Web-Board | Sponsor | News | Menu Links | Miscellanous



thaibusinesscenter.net
Copyright (C) 2000-2006 All Rights Reserved