รวยและสวยได้ด้วยJeunesse
รวยและสวยได้ด้วยJeunesse

        Home   Today News   Web-Board    Sponsor   News   Miscellanous          


 บริษัท vShip4U อเมริกา
 Realtime World-Clock
 Hatinh Tour
 Mega Million Jackpot $326M
 Mega Million Jackpot $355M
 $1.5B Powerball Winner
 PowerBall $590M winner
 Thai lottery Result-Chk
 BellAir Shuttle
 ราคาประเมินที่ดิน, คอนโด
 Anniversary Maephim Group
 Thai Restaurant in Blaine, Washington
 Warehouse Asia
 Yahoo Greeting
 Thai-YellowPage USA
 Thai Tel-Search ToT
 US PersonSearch
 CountryCode Search
 USA Advance Search
 SnapFish Photo Album
 ShutterFly Photo Album
 PhotoBucket Album
 Job DB
 อีเมลล์ Yahoo Mail
 อีเมลล์ Hotmail
 Currency Exchange Rate
 WorldExchangeRate
 Paypal ส่งเงินทั่วโลก
 US Bank
 President Choice MC
 KEY-Bank
 Chase Canada
 Bank Of America
 Citi-Bank
 Bank of America
 OptionsMasterCard
 Capital One Bank
 BMO Bank
 TD Bank
 CIBC Bank
 Bangkok Bank LogIn
 Kasikorn Bank
 Amazon
 Thai LA.net
 US CIS
 American VISA
 Safety-Technology KU
 Thai Council of Prof-Engineer
 APEC Assessment
 APEC Engineers Manual
 ToastMaster Division-J
 Vancouver Business Network
 เวป Used Market
 Classified Page
 WorldMostClassified
 Unitel Lao
 I-Smart Engineering
 เวป Pantip มาร์เก็ต
 Canada -Kijiji
 Pattaya Classified
 Savan Park
 Vancouver Used
 คนไทยใน Sydney, Australia
 Classified Singapore
 S'pore Classified Website
 ศูนย์รวมComputor&Part
 Today in History TV
 Internet TV (1,000 Ch.)
 CNN-HeadLine
 Siam Media USA
 SIAM Town USA
 Thai in WA
 Rujirat News
 Thai-TV Nation Channel
 ฟัง "สนธิ" Click ที่นี่
 ManagerMultimedia
 Doo ThaiTV
 HotTV LeeNa Jang
 Watch ASTV now
 See San TV
 Thai TV Online
 Radio Online
 International Dictionary
 Fun with Science
 Astronomy Games
 Math Racing Games
 วิชาการดอทคอม
 Countries Study Index
 Job Canada
 Canada Gov-Job
 Job DB
 Job Monster
 Career Click
 Job in USA
 JobSet
 M & A Group
 US Lottery Visa 2006
 About 1CellNet "Voice"
 ชำระเงินPay Online
 USA Lotto Visa


Miscellanous

เที่ยวบินมรณะ ตายกว่า88 !!




สมัครมาอีกแล้ว

 

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบไปเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้หลบภัยการเมืองอยู่ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปากทักษิณบอกว่าเลิกเล่นการเมืองไทยแล้ว แต่อาจจะเล่นการเมืองอังกฤษแทน (เป็นเอามากจริงๆ) ได้สั่งมายังญาติพี่น้องและลูกน้องในกลุ่มไทยรักไทยว่าอยากให้ สมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน พรรคใหม่ของอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทย สัปดาห์นี้ผมขอเล่าคุณงามความดีของนายสมัครในสายตาของฝ่ายขวาสุดขอบ เมื่อปี พ.ศ.2519 ให้คนรุ่นหลังที่เกิดไม่ทันรับทราบไว้ จากสมุดบันทึกของ พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ อดีตนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2519 บางตอนเขียนว่า

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ความเหี้ยมโหดของฝ่ายขวา ตราบาปของการเมืองไทย

การลาออกอย่างกะทันหันของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ในสภาผู้แทนเมื่อปลายเดือนกันยายนนั้นทำให้ฝ่ายขวาตกใจมาก เพราะไม่คาดคิดว่าเสนีย์จะกล้าลาออกถึงขนาดพ.อ.อุทารต้องเรียกร้องให้ม.ร.ว.เสนีย์เป็นนายกฯต่อ เหตุผลเพราะตอนนั้น ทหารยังไม่พร้อมไม่สามารถขึ้นมาปกครองได้ และตัวนายกฯก็ยังไม่ได้เตรียมไว้ ถ้าม.ร.ว.เสนีย์ไม่ยอมเป็นนายกฯ จะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปหมด ม.ร.ว.เสนีย์เองก็วางแผนอย่างดีมาแล้วเช่นกัน รีบทำการปรับปรุงคณะรัฐมนตรีทันที โดยเขี่ยสมัคร สุนทรเวช และสมบุญ ศิริธร ออก เพราะ 2 คนนี้เป็นตัวถ่วงนโยบายเรื่องจอมพลถนอม (ตอนนั้นมีผู้พูดกันมากว่า สมัครถึงกับเสนอให้ฆ่านักศึกษาในที่ประชุมรัฐมนตรี)

ฝ่ายขวาก็ไม่ยอมแพ้เปรียบ รีบดำเนินแผนเคลื่อนไหวโจมตี 3 รัฐมนตรี ดำรง ลัทธพิพัฒน์, สุรินทร์ มาศดิตถ์ และชวน หลีกภัย หาว่าเป็นแดงเป็นคอมมิวนิสต์ โดยใช้ลูกเสือชาวบ้านชุมนุมที่ลานพระรูป ร.5 แล้วพยายามจะก่อเหตุรุนแรงขึ้นให้ถึงขั้นเป็นข้ออ้างให้ทำปฏิวัติรัฐประหารได้ แต่รัฐบาลม.ร.ว.เสนีย์เองก็ดูเหมือนจะรู้ทัน พยายามแก้ไขสถานการณ์ด้วยความรอบคอบรัดกุม จนฝ่ายทหารไม่สามารถหยิบยกเป็นข้ออ้างก่อความรุนแรงได้

และแล้ว จะด้วยเป็นเหตุบังเอิญหรือจงใจเสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นก็ไม่อาจคาดเดาได้ จู่ๆ หนังสือพิมพ์ดาวสยามก็ลงข่าววันที่ 4 ตุลา หยิบยกเอาภาพการแสดงละครของชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร มธ. แสดงฉากตอนแขวนคอช่างไฟฟ้าที่นครปฐม โดยอ้างว่าภาพแขวนคอ อภินันท์ บัวหะภักดี นั้นมีใบหน้าละม้ายคล้ายเหมือนเจ้าฟ้าชาย เป็นการหมิ่นองค์รัชทายาท หลังจากนั้น วิทยุยานเกราะและเครือข่ายวิทยุทหารทั้งหมด ก็รวมศูนย์ประโคมข่าวเรื่องนี้อย่างที่สุด ตลอดวันที่ 5 ตุลาคม 2519 แม้ว่าทางศูนย์นิสิตจะออกมาแก้ข่าวว่าไม่เป็นความจริง เป็นการกลั่นแกล้งหาเหตุ แต่ก็ถูกปิดกั้นทางสื่อมวลชน ทำให้ประชาชนได้รับทราบข่าวด้านเดียว ประกอบกับเป็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งค่อนข้างจะล่อแหลมมากในสายตาของประชาชน จึงทำให้ฝ่ายขวาฉวยโอกาสปลุกระดม นำพวกกระทิงแดง, ลูกเสือชาวบ้าน นวพล ไปปิดล้อม มธ. เตรียมพร้อมจะบุกเข้าไปเข่นฆ่านักศึกษาที่ชุมนุมอยู่ใน มธ. อย่างกระเหี้ยนกระหือรือดุจเดียวกับเพชรฆาตเตรียมเข้าสังหารเหยื่อ ฉันใดก็ฉันนั้น

ตลอดคืนวันที่ 5 ตุลาคม วิทยุยานเกราะและวิทยุทหารทุกสถานีออกอากาศโจมตีศูนย์นิสิตและนักศึกษาที่ชุมนุมอยู่ใน มธ. อย่างหนักตลอดคืน แล้วระดมพวกมาปิดล้อม มธ. ทุกด้าน ถึงตอนนี้เหตุการณ์วิกฤติมาก ขณะเดียวกันก็บีบรัฐบาลม.ร.ว.เสนีย์ให้ออกคำสั่งจับกุมสุธรรม แสงประทุม และกรรมการศูนย์ทุกคน แล้วให้ยกกำลังตำรวจเข้าบุก มธ. เคลียร์พื้นที่จับกุมนักศึกษาประชาชนทั้งหมดที่ชุมนุมอยู่นั้น แต่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชก็พยายามดึงเรื่องให้ช้าที่สุด จนสุดท้ายจึงจำต้องออกคำสั่งให้ควบคุมตัวสุธรรมและพวก เผอิญสุธรรมและกรรมการศูนย์อีก 5 คนเดินทางไปจะขอเข้าพบม.ร.ว.เสนีย์เพื่อแก้ไขสถานการณ์ จึงถูกควบคุมตัวตั้งแต่บัดนั้น

ที่เวทีชุมนุมใน มธ. ก็พยายามจะสลายตัวตั้งแต่คืนวันที่ 5 ตุลา ประมาณตีสองกว่าๆ แต่ถึงตอนนั้น มธ. ก็ถูกปิดล้อมทุกประตูแล้ว ไม่มีทางออกสำหรับนักศึกษาประชาชนใน มธ. ร่วม 5,000-6,000 คน เช้าตรู่วันที่ 6 ตุลา พ.ต.ท.สล้าง บุนนาค นำกำลังกองปราบหน่วยแรกบุกหน้าประตูด้านหอประชุมใหญ่ แล้วยกกำลังตำรวจ ซึ่งมีพวกกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน นวพล และอะไรต่อมิอะไรอีกนับร้อยนับพัน พร้อมอาวุธครบมือบุกเข้าไปจับกุมนักศึกษาประชาชนใน มธ. พร้อมกับกำลังทหารพลร่มจากหัวหินอีกหนึ่งหน่วยใหญ่

นับจากวินาทีนั้นเป็นต้นมา ภาพของความหฤโหดชนิดที่ไม่มีใครคาดคิดว่า จะเกิดขึ้นในบ้านเมืองพุทธของเรา ก็ทยอยปรากฏให้เห็นผ่านทางจอทีวี ซึ่งสรรพสิริ ผู้อำนวยการโทรทัศน์ช่อง 9 ขณะนั้น ถ่ายทอดออกมาให้ประชาชนเห็นกันชัดๆ นับตั้งแต่ภาพนักศึกษาถูกจับเผาไฟทั้งเป็น ภาพนักศึกษาถูกจับเอาเชือกรัดคอลากไปจนทั่วแล้วจับแขวนคอตีด้วยเก้าอี้เหล็ก ภาพนักศึกษาถูกรุมกระทืบอย่างไม่ยั้ง ภาพนักศึกษาหญิงถูกกระทำทารุณกรรม นักศึกษาหญิงถูกข่มขืน เอาลิ่มตอกอก ตอกของลับ ภาพนักศึกษาหญิงชายถูกบังคับให้ถอดเสื้อออกคลานไปตามสนามหญ้า มีทหาร ตำรวจ ถือปืนกลจ่ออยู่รายรอบ คอยเตะถีบเอาด้วยความชอบใจ มันเป็นภาพที่แสดงออกถึงความโหดเหี้ยมของฝ่ายขวา ซึ่งกระทำกับเด็กนักศึกษาที่มีแต่สองมือเปล่า และไม่มีทางต่อสู้ นี่หรือคือความยุติธรรม นี่หรือคือความถูกต้องที่ฝ่ายทหารพอใจ

สักวันหนึ่งถ้าฟ้ายังมีตา คนชั่วช้าที่กระทำการสามานย์เหล่านี้คงจักต้องได้รับผลกรรมตามสนองไม่เร็วก็ช้า การปราบปรามนักเรียนนิสิตนักศึกษา ประชาชน ด้วยความรุนแรงย่อมจักได้รับความรุนแรงตอบสนองกลับคืน ดังเช่นผลที่ทำให้นักศึกษาที่เหลือเล็ดลอดออกมาหลบหนีเข้าป่าด้วยความจำใจหลายพันคน และทำให้สังคมของเราเข้าสู่ยุคมืดเผด็จการอีกครั้ง

สมัคร สุนทรเวช เป็นหนึ่งในโฆษกของวิทยุยานเกราะที่โจมตีนิสิตนักศึกษาประชาชนในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 (สุธรรม แสงประทุม คงลืมไปแล้ว) เพราะมีพรสวรรค์ในการพูดเรื่องโกหก พูดดำให้เป็นขาว มีคำสั่งศาลอาญากรุงเทพใต้ รับรองครับ พิพากษาจำคุก 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา เพราะเคยกระทำความผิดพูดเท็จหมิ่นประมาทผู้อื่นซ้ำซากมาแล้ว และนายสมัครกำลังจะถูกจำคุกอีกแล้วเพราะสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทำหนังสือถึงพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อขอให้ดำเนินคดีทางอาญา กับนายสมัคร สุนทรเวช อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมผู้บริหารกทม.รวม 4 คน ฐานทุจริตใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในการจ้างเหมาเอกชนขนมูลฝอยไปทำลายโดยวิธีฝังกลบ จำนวน 3 โครงการในวงเงิน 9,589 ล้านบาท

รายงานข่าวจากสตง.แจ้งว่า เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าฯสตง. ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าฯสตง.ได้ทำหนังสือด่วนมากที่ ตผ.0019/180 ถึงผบ.ตร. เรื่องการจ้างเหมาเอกชนขนมูลฝอยไปทำลายโดยวิธีฝังกลบของกทม. จำนวน 3 โครงการ คือ 1.โรงงานกำจัดมูลฝอยอ่อนนุช 2.สถานีขนถ่ายมูลฝอยท่าแร้ง และ 3.โรงงานกำจัดมูลฝอยหนองแขม ในวงเงิน 9,589 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการการปกครองของวุฒิสภา ได้ส่งมาให้สตง.ตรวจสอบเมื่อปี 2547

ทั้งนี้ สตง.พิจารณาแล้วเห็นว่า มีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าเป็นการทุจริตหรือมีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงินหรือทรัพย์สินของทางราชการและเป็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 จึงเห็นควรให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 1.นายอดิศักดิ์ วิศวไพศาล ผู้อำนวยการกองโรงงานกำจัดมูลฝอย 2.นายอรรคเดช หอมเศรษฐี รองผู้อำนวยการสำนักรักษาความสะอาด 3.นายไชยยุทธ ณ นคร รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กำกับดูแลงานของสำนักรักษาความสะอาด) 4.นางผ่องลักษณ์ วาสิกศิริ รองปลัดกทม. และ 5.นายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าฯกทม.(ในขณะนั้น) โดยขอให้แจ้งผลการดำเนินงานตรวจสอบสอบสวนมายังสตง.ภายในทุก 90 วัน

สำหรับผลงานตรวจสอบของสตง.ระบุว่า การจ้างเหมาเอกชนขนมูลฝอยดังกล่าว เป็นกิจการที่กทม.ต้องทำตามพ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 ซึ่งตามข้อกำหนดขอบเขตของงาน ลักษณะโครงการเป็นการให้เอกชนเข้ามาเป็นผู้ลงทุนในการจัดหาที่ดิน สิ่งก่อสร้าง เครื่องจักรอุปกรณ์ เพื่อดำเนินการกำจัดมูลฝอยด้วยทุนทรัพย์ของผู้รับจ้าง รวมทั้งกทม.ได้ให้เอกชนใช้ที่ดินที่โรงงานกำจัดมูลฝอยอ่อนนุช สถานีขนส่งมูลฝอยท่าแร้ง และโรงงานกำจัดมูลฝอยหนองแขมด้วย ซึ่งทั้ง 3 โครงการมีการลงทุนในวงเงินหรือทรัพย์สินมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท

ทั้งนี้การดำเนินการตามโครงการดังกล่าว ต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 ซึ่งเรื่องนี้กทม.ได้เคยหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว มีคำวินิจฉัยว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 แต่กทม.กลับดำเนินการจ้างเหมาโดยวิธีการประกวดราคาตามนัยข้อบัญญัติของกทม.เรื่องการพัสดุ พ.ศ.2538 โดยกำหนดเอาไว้ในเงื่อนไขที่ใช้ในการประกวดราคาว่า กทม.สงวนสิทธิที่จะไม่รับพิจารณาข้อเสนอที่มีวงเงินลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาท

การที่กทม.อนุมัติให้จ้างเหมาโดยวิธีดังกล่าว จึงมีเจตนาหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ เพื่อให้อำนาจพิจารณาหรืออนุมัติเป็นของบุคคลในกทม.แล้วสามารถใช้อำนาจกระทำการให้ผู้รับจ้างรายเดิมได้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐได้ กล่าวคือ ในการดำเนินการประกวดราคาครั้งนี้ ได้พยายามใช้เหตุผลการพิจารณาราคาต่อหน่วยที่ไม่ถูกต้องมาเปรียบเทียบกับราคาของผู้เสนอราคา และยังได้ขอให้กองโรงงานกำจัดมูลฝอยคำนวณราคาใหม่เพื่อให้ราคาต่อหน่วยสูงขึ้นแล้วนำมาเปรียบเทียบกัน ทั้งที่ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ เนื่องจากการคำนวณราคาไม่อยู่ในฐานเดียวกัน แล้วมีความเห็นว่าเป็นราคาที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้มีการยกเลิกการประกวดราคาตามนัยข้อ 47 แห่งข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการพัสดุ พ.ศ.2539

ผลการสอบสวนของสตง.ระบุ และว่าเมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ที่มีการพยายามต่อสัญญาเดิมกรณีที่ได้นำวิธีการห่อขยะมาให้ และประกอบกับพฤติการณ์ที่มีการข่มขู่ผู้ยื่นซองเสนอราคา แต่ก็ไม่ได้มีการนำมาพิจารณาเพื่อให้มีการยกเลิกการประกวดราคาตามเงื่อนไขและระเบียบที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด ท้ายที่สุดนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าฯกทม.ในขณะนั้น ได้อนุมัติให้จ้างผู้เสนอราคาทั้งสามรายซึ่งเป็นผู้รับจ้างรายเดิม ทำให้ราคาต่อหน่วยแพงขึ้นมีผลทำให้ปริมาณมูลฝอยที่ขนไปทำลายได้ตามสัญญาต่ำกว่าปริมาณมูลฝอยที่ตั้งของบประมาณไว้ คิดเป็นเงินรวม 558,888,614 บาท

ขอให้โชคดีตายในคุกครับ

ป.ล. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้แต่งตั้งพนักงานสอบสวนเก้าคน โดยมี พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนนายสมัคร สุนทรเวช คดีทุจริตขนมูลฝอยแล้วครับ

ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ได้ยื่นสำนวนสอบสวน 59 หน้าเรื่องการทุจริตโครงการจ้างเอกชนขนมูลฝอยในโรงขยะของกทม. มูลค่า 9,589 ล้านบาท ให้เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว เพื่อพิจารณานายสมัคร สุนทรเวช และข้าราชการประจำอีกสี่คน ซึ่งน่าเชื่อว่ากระทำความผิด









การเมืองไทย 2551

 

เมื่อวันที่ 19 ส.ค. เดือนที่แล้ว ประชาชนคนไทยทั่วประเทศประมาณยี่สิบหกล้านคนไปลงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 14,727,407 เสียง หรือ 57.81% ไม่เห็นชอบ 10,747,310 เสียง หรือ 42.19% บัตรเสีย 504,123 ใบเพียงเท่านั้นเองครับ

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รายงานผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรกของประเทศไทยไปให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แล้ว เพื่อประกาศเป็นทางการในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ผู้สนใจอยากได้หนังสือเล่มนี้ไว้เป็นที่ระลึกก็ติดต่อไปที่สำนักงานนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ เอาเองก็แล้วกันนะครับ

การลงประชามติครั้งนี้ เล่นเอาหลายคนหน้าแตก หมอไม่รับเย็บ (เพราะแผลเน่า) โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจ่ายเงินซื้อเสียงชาวบ้านทางภาคอีสานและภาคเหนือ หัวละสองร้อยบาท เพื่อให้โหวตไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

สองหัวหน้าใหญ่กลุ่มไทยรักไทยผู้นำการต่อต้านคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต ส.ส.จังหวัดฉะเชิงเทรา และ นายเนวิน ชิดชอบ อดีต ส.ส.จังหวัดบุรีรัมย์ ก็ถูกประชาชนสั่งสอน ทั้งสองจังหวัดประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญครับ
ใครนะ? อุตส่าห์ใช้เงินซื้อเสียงชาวบ้านกว่าสองพันล้านบาท ยังแพ้เสียงบริสุทธิ์ไปสี่ล้านเสียงเลย การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรทั่วประเทศปลายเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ ขนเงินมาอีกนะครับ เอามาซื้อเสียงชาวบ้าน ประมาณกันว่าสักหมื่นล้านบาทใช่ไหมครับ? คงชนะการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลยึดครองประเทศกันได้อีก เอากันให้เต็มที่เลยครับ ประชาชนยากจนจะได้มีเงินใช้จ่ายกันอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อได้เป็นรัฐบาลกันแล้ว โกงชาติกันอีก ประชาชนก็จะเชียร์ให้ทหารหาญทำปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจพวกมันแล้วร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่อีก วนเวียนกันไปอยู่อย่างนี้ชั่วลูกชั่วหลานต่อไปเรื่อยๆ

การเมืองปี 2551 จะมีกลุ่มนักการเมืองสามกลุ่มใหญ่แย่งชิงกันเป็นรัฐบาลครับ

กลุ่มไม่เอาระบอบทักษิณ มีพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคมหาชน พรรคประชาราช

กลุ่มทักษิณและพวก พรรคพลังประชาชน (อดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทย)

กลุ่มพวกผู้แทนห้าร้อย พรรคมัชฌิมาประชาธิปไตย พรรครวมใจไทย พรรคชาติพัฒนาใหม่ (กลุ่มสมานฉันท์ของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) กลุ่มนี้แทงกั๊ก ใครชนะขอร่วมรัฐบาลด้วย ซึ่งจะเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรครวมกัน

ทุกพรรค จะชนะการเลือกตั้ง ได้จำนวนผู้แทนมาตามศรัทธาของประชาชนแต่ละภาค เมื่อตกลงกันไม่ได้ ตาอินตานาแย่งพุงปลากัน ระวัง! ตาอยู่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จะมาตามฟ้าบัญชาครับ

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ได้กล่าวกับประชาชนว่า “บ้านเมืองมีความสับสนวุ่นวายมาถึงทุกวันนี้ มีปัญหาลึกๆ อยู่หลายประการ จำเป็นต้องมีการแก้ไข ข้าราชการคงไม่สามารถแก้ไขได้โดยเพียงฝ่ายเดียว จำเป็นที่ประชาชนทุกคนต้องเข้ามามีส่วนร่วม

ถึงแม้ผมจะเป็นทหาร แต่สายสัมพันธ์แท้ๆ ทหารที่ไหนก็คือประชาชน หรือใครก็ตามก็คือประชาชนคนหนึ่ง มีความรักชาติบ้านเมือง และได้สาบานมาตั้งแต่เด็กๆ เราจะปกป้องบ้านเมืองด้วยเลือดและชีวิต มาถึงตรงนี้ก็อยากเห็นประเทศชาติบ้านเมืองมีสุข และปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข

ฉะนั้น ใครจะมาแตะต้องเปลี่ยนแปลงหรือมีความคิดที่ต่างจากนี้ พวกเราข้าราชการ ทหาร ตำรวจหรือฝ่ายปกครองคงรับไม่ได้ที่จะมีการเปลี่ยนแปลง จึงทำให้เหตุการณ์วันที่ 19 ก.ย. 2549 เกิดขึ้น และหากไม่สัมฤทธิผล ผมคงไม่มีโอกาสได้มายืนอยู่ตรงนี้

หลังจากที่ทำรัฐประหารประชาชนทุกคนก็ให้การสนับสนุน และจะมาสู่จุดตรงที่จะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในไม่กี่วันข้างหน้า เวลานี้ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับบ้านเราหลายเรื่องที่ต้องรีบเร่งแก้ไข โดยเฉพาะ 1.เรื่องยาเสพติด 2.บุคคลหลบหนีเข้าเมืองสองล้านกว่าคน 3.เรื่องความยากจน 4.ภัยพิบัติเนื่องจากภาวะโลกร้อน 5.การก่อการร้าย และ 6.ความแตกแยกทางความคิดความไม่สมัครสมานสามัคคี รัฐบาลจึงมอบให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เข้าไปช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ร่วมกันทั้งฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตำรวจ ทหาร จะเห็นว่าขณะนี้ทหารเข้าไปอยู่ใกล้ๆ เพื่อสนองตอบในการแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ที่สำคัญที่สุดที่จะเรียนให้ทราบคือความไม่สมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ ประเทศไทยเสียดินแดนไป 14 ครั้ง ครั้งสุดท้ายคือ เขาพระวิหารเสียไป เพราะคนไทยทรยศต่อชาติต่อแผ่นดินนำข้อมูลการต่อสู้ทางกฎหมายคดีความเอาไปขายให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ความไม่รักสามัคคีของคนในชาติ เราเสียกรุงถึง 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 และ 2 เพราะคนไทยไม่สามัคคีกัน ถึงเป็นอุทาหรณ์เวลานี้คนไทยจะแตกความสามัคคีกันอีกหรือ ถึงเวลาหรือยังที่คนไทยจะต้องมาสมัครสมานสามัคคีกันหันกลับมาช่วยกัน ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวกไม่แยกฝ่าย ถึงพยายามให้ทุกคนทราบว่าข้าราชการรวมกับประชาชนรวมเป็นเนื้อเดียวเมื่อไหร่ใครเข้ามาบริหารประเทศก็ไม่สามารถทำอะไรให้ประเทศชาติเรากระทบกระเทือนได้ ความรักความสามัคคีความซื่อสัตย์กตัญญูที่คุณธรรมนำไทยได้ปรากฏถ้าพวกเราทุกคนได้รวมกันทหารตำรวจพลเรือนและภาคประชาชนผมเชื่อว่าเราสามารถนำพาประเทศเราไปสู่ความเจริญที่ยิ่งใหญ่ได้

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องลุกขึ้นมาเพื่อจะช่วยในการแก้ไขและขจัดปัญหาบุคคลที่ทำลายชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีกลุ่มบางคนที่กำลังทำลายสถาบันที่เรารักยิ่งชีวิต เราก็รู้อยู่แล้วว่าใครทำ แต่ปัญหาอยู่ตรงระบบของการดำเนินการตามคดีกฎหมายที่ค่อนข้างยาก ที่สำคัญใครจะมาแตะต้องสถาบันที่เรารักเคารพรักคงไม่ได้ ถ้าเผื่อเราทุกคนเป็นพลังสีเหลืองร่วมกัน

กรณีที่ระบุถึงกลุ่มที่พยายามทำลายสถาบัน ขอให้ไปดูในเว็บไซต์บางเว็บฯ ที่มีการพาดพิงถึง ซึ่งหากยังเป็นอย่างนี้ ก็น่าจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องความจงรักภักดี แต่เรื่องการปิดเว็บไซต์ดังกล่าวนั้น คงทำยาก เพราะประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย และเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่จะต้องดำเนินการ”

แม้ว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเพื่อหวังเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ พล.อ.สนธิ และเพื่อนทหารยังคุมอำนาจในกองทัพบกอยู่ครับ จริงอยู่ พล.อ.สนธิ ไม่มีเงินซื้อเสียง แต่ พล.อ.สนธิ จะเป็นผู้เสนอชื่อ ผบ.ทบ. ผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ ผู้ที่จะยึดอำนาจรัฐคืน ถ้ามีความจำเป็น












w260ลดทหารมะกันในอิรัก

ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช แถลงถึงแผนการของเขาเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามในอิรักที่ทำเนียบขาว เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ 13 กันยายน โดยกล่าวว่าเขากำลังทำตามคำแนะนำของผู้บัญชาการทหารสหรัฐในอิรัก โดยจะเริ่มถอนทหารอเมริกันบางส่วนออกจากอิรักภายในปีนี้ ขณะนี้มีทหารอเมริกันในอิรักทั้งสิ้น 168,000 นาย ซึ่งประธานาธิบดีบุชกล่าวว่า ทหารอเมริกันอย่างน้อย 50,000 คนจะได้กลับบ้านก่อนวันคริสต์มาสปีนี้ อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีบุชได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า สหรัฐยังจำเป็นต้องมีบทบาทสำคัญในอิรักต่อไปเป็นเวลาอีกหลายปี และเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คณะทำงานของประธานาธิบดีบุชได้แถลงต่อคองเกรสว่า รัฐบาลอิรักมีความคืบหน้าเรื่องการควบคุมสถานการณ์ในประเทศของตนเอง ทั้งในด้านการทหารและการเมืองน้อยมาก (เอพี)











เจ้าหน้าที่ระดมกำลังช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

แพยท์-พยาบาล ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ
เจ้าหน้าที่ลำเลียงศพผู้เสียชีวิตไว้ที่อาคารเอนกประสงค์
สภาพเครื่องบินหลังระเบิด

แถลงยอดเหยื่อ "วันทูโก"เที่ยวบินมรณะตาย 88 บาดเจ็บ42


16 กันยายน - รองผู้ว่าฯภูเก็ตเผยยอดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินวันทูโกไถลนอกรันเวย์พบศพแล้ว74 ศพ สูญหาย14 รายคาดเสียชีวิตทั้งหมด และมีผู้บาดเจ็บรักษาตัวอยู่ที่รพ.ต่างๆ42 ราย


นายวรพจน์ รัฐสีมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เผยยอดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินวันทูโกไถลนอกรันเวย์แล้วเกิดไฟลุกท่วมพบศพแล้ว 74 ศพ สูญหาย14 ราย ซึ่งคาดว่าเสียชีวิตทั้งหมด และผู้บาดเจ็บที่รักษาตัวอยู่ที่รพ.ต่างๆในจังหวัดภูเก็ตอีก 42 ราย รวมผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 130 คน


นายอุดม สันติประสงค์ชัย ประธานเจ้าที่บริหารวันทูโก เปิดเผยว่า หลังทราบเรื่อง เครื่องบินประสบอุบัติเหตุไถลออกนอกรันเวย์ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากนั้น ล่าสุดได้เตรียมเดินทางไปที่ จ.ภูเก็ต ทันที โดยคาดว่าจะถึงที่ จ.ภูเก็ต ประมาณ 21.00 น. ทั้งนี้ต้องขอโทษกับญาติๆ ผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บด้วย ในอุบัติเหตุครั้งนี้ด้วย

ขณะที่ล่าสุดเจ้าหน้าที่กู้ภัย ที่ได้ทำการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและลำเลียงศพผู้ติดอยู่ภายในเครื่อง แจ้งว่า ขณะนี้ยอดผู้เสียชีวิตที่พบศพแล้วมีจำนวน 72 ราย ศพทั้งหมดสภาพเกรียม บางรายศรีษะแหลกเหลว เนื่องจากถูกแรงระเบิด โดยศพได้ลำเลียงมาไว้ที่ลานอเนกประสงค์ท่าอากาศยานภูเก็ต ซึ่งผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่โดยสารมาในช่วงส่วนหน้าเป็นจำนวนมาก และขณะนี้ยังมีร่างผู้เสียชีวิตอีกหลาย 10 รายที่ยังไม่สามารถนำออกมาได้ เนื่องจากศพติดอยู่กับเบาะที่นั่งโดยสาร ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่

โดยนายน้อย 1 ในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินวันทูโกระเบิด หลังจากลื่นไถลออกนอกรันเวย์ เปิดเผยว่าได้เกิดเหตุประมาณ เกือบ 16.00 น. ขณะนั้นนั่งอยู่ในเครื่องพร้อมภรรยา รู้สึกว่าเครื่องมีอาการสั่น และเห็นตัวเครื่องกระแทกเข้ากับไหล่เขา หลังจากนั้นเห็นแสงเพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว แต่โชคดีตนนั่งอยู่ใกล้ประตูจึงสามารถกระเด็นหลุดออกมาได้ เพราะประตูเปิด จากนั้นมารู้สึกตัวว่ามานั่งอยู่ในร่องน้ำนอกรันเวย์แล้ว ส่วนภรรยาไม่รู้ชะตากรรมว่าเป็นหรือตาย และต่อไปนี้จะไม่ขอขึ้นเครื่องบินอีกแล้วเพราะเข็ดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ทาง พล.ต.ต.เดชา บุตรน้ำเพชร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า เครื่องบินที่ประสบอุบัติเหตุเสียหายทั้งลำ คาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตค่อนข้างมาก ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจและมูลนิธิต่างๆ กำลังลำเลียงผู้บาดเจ็บแยกส่งตามโรงพยาบาลต่างๆ และเก็บกู้ผู้เสียชีวิตในห้องโดยสารเพื่อให้แพทย์ชันสูตรพลิกศพ แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะเสร็จเมื่อใด นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ได้ส่งแพทย์นิติเวชมาร่วมกับเจ้าหน้าที่ภูเก็ต ทั้งนี้ได้ประสานกับสายการบินเพื่อขอรายชื่อผู้โดยสารแล้ว

ด้านนายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวถึงสาเหตุเครื่องบินสายการบิน วันทูโก เที่ยวบิน โอจี 269 ลื่นไถลนอกรันเวย์ว่า สาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจาก 2 สาเหตุที่มาจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยในการลงจอด โดยศูนย์อุตุนิยมวิทยาจังหวัดภูเก็ตอาจไม่ได้แจ้งเตือนสภาพอากาศให้กับนักบินทราบล่วงหน้าก่อนลงจอด หรือนักบินไม่ปฏิบัติตามที่ศูนย์อุตุฯแจ้งเตือน ส่งผลให้ตัดสินใจผิดพลาดจนเกิดเหตุการณ์น่าสลดใจดังกล่าวขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง ทั้งนี้ เครื่องอุตุนิยมวิทยาติดตั้งไว้ใกล้กับเส้นทางขึ้นลงของเครื่องบิน และมีกฎตั้งไว้ว่าหากมีฝนฟ้าคะนองหรือทัศวิสัยไม่ดีจะไม่อนุญาติให้เครื่องบินลงจอด

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สภาพอากาศที่จังหวัดภูเก็ตยังคงมีทัศนวิสัยไม่เหมาะสมให้เครื่องบินทุกประเภทร่นลงจอด และขอให้ทุกสายการบินที่จะลงจอดที่สนามบินภูเก็ตหลีกเลี่ยงไปลงจอดในสนามบินใกล้เคียงแทน รวมทั้ง ขอให้ทุกสนามบินในประเทศตรวจสอบทัศนวิสัยก่อนตัดสินใจให้เครื่องบินลงจอดด้วยความระมัดระวัง

นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รายงานอุบัติเหตุเครื่องบินวันทูโก ให้ พล.อ.สุรยุทธ จุลลานนท์ นายกรัฐมนตรี รับทราบแล้ว พร้อมสั่งการให้ตนเองเดินทางไปอำนวยการอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น โดยจะเดินทางด้วยเครื่องบินของกองทัพอากาศ คาดว่าจะถึงภูเก็ตประมาณ 20.50 น.

สำนักข่าวต่างประเทศ ทั้งรอยเตอร์ เอพี และ เอเอฟพี ต่างเกาะติดสถานการณ์อุบัติเหตุทางเครื่องบินในไทย หลังจากเครื่องบินของสายการบินวันทูโก ซึ่งเป็นสายการบินต้นทุนต่ำ เกิดอุบัติเหตุลื่นไถลออกนอกรันเวย์ เมื่อช่วงเย็นวันนี้ ทำให้เกิดไฟลุกไหม้และลำตัวเครื่องบินหักเป็น 2 ส่วน โดยสำนักข่าวทั้ง 3 แห่ง รายงานสอดคล้องกับรายงานข่าวภายในประเทศ แต่แตกต่างกันตรงตัวเลขของผู้เสียชีวิต ผู้สูญหาย และผู้บาดเจ็บ และยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นในเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

นายนิตย์ พิบูลย์สงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้สั่งการให้กรมพิธีการทูตแจ้งไปยังประเทศต่างๆ ตามภูมิลำเนาของนักท่องเที่ยวนั้นๆ ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินของสายการบินวันทูโกแอร์ เที่ยวบินโอจี 269 ซึ่งเกิดอุบัติเหตุลื่นไถลออกนอกรันเวย์ ขณะลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งตัวเจ้าหน้าที่ของทางการเข้ามาประสานงานในการตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุและช่วยเหลือคนแต่ละประเทศด้วย

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ภูเก็ต เร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุเครื่องบินสายการบินวันทูโกที่เกิดอุบัติเหตุลื่นไถลและเกิดไฟไหม้ทั้งลำ พร้อมสั่งการให้ผู้บัญชาการสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ นำเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต ตรวจพิสูจน์ศพผู้เสียชีวิตแล้ว

รายงานจากวิทยุการบิน ระบุว่า เจ้าหน้าที่ของวิทยุการบินได้รายงานสภาพอากาศให้นักบินของเครื่องบินลำที่เกิดเหตุทราบก่อนที่จะลงจอดที่สนามบินภูเก็ต แต่การลงจอดในครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากนักบินมองไม่เห็นรันเวย์ จึงพยายามบินวนเพื่อนำเครื่องลงจอดอีกครั้ง จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว ซึ่งในเบื้องต้นทราบว่าเป็นการตัดสินใจของนักบินที่นำเครื่องลงจอด โดยเจ้าหน้าที่วิทยุการบินมีหน้าที่รายงานสภาพอากาศให้รับทราบ

ขณะนี้กรมการขนส่งทางอากาศได้เร่งประสานงานกับบริษัทประกันภัยที่ทางสายการบินวันทูโกได้ทำประกันภัยไว้ เพื่อที่จะเร่งจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางอากาศได้สำรองจ่ายค่าชดเชยเบื้องต้นให้กับผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต





รายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุเครื่องบินของสายการบินวันทูโกระเบิดที่สนามบินภูเก็ต ถูกนำส่งโรงพยาบาลกรุงเทพ-ภูเก็ต โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต และโรงพยาบาลสิริโรจน์


โรงพยาบาลกรุงเทพ-ภูเก็ต ผู้บาดเจ็บ 29 ราย

ด.ช.ชวิชญ์ จิตจำนง
คุณชวเลิศ จิตจำนง
คุณไพบูลย์ ผาพันธุ์
คุณคริสตอฟ ฟาเชสตี ชาวเยอรมัน
คุณมาร์แซล ชวินโนรัส ชาวออสเตรเลีย
คุณวัชรพล สิงหพล
คุณปีเตอร์ เจมส์ ฮิล ชาวอังกฤษ
คุณแอชลีย์ สกอต ฮาโรว์ ชาวอังกฤษ
มาแยล เมตาลี ชาวอิหร่าน
คุณเบนยามิน คริฟฟิน ชาวอังกฤษ
ชูเรส ชาวอังกฤษ
คุณอาชเฌม ปาริช ชาวอิหร่าน
ฮาชชามาดีร์ ชาวอิหร่าน
โมบาเฮด กียานี ชาวอิตาลี
คริสโตเฟอร์ คูลีย์ ชาวอังกฤษ
คุณเลซ ชาวไทย
คุณวรวิทย์ มหาทรัพย์
คุณวอร์แรน โรเบิร์ต ชาวออสเตรเลีย
คุณแจน เจอร์รา โอดอนเนล จากไอร์แลนด์
คุณวิลเลียม เบิร์ก จากอังกฤษ
คุณเคานท์เบนจามิน จากเยอรมัน
คุณเบนจามิน จากเนเธอร์แลนด์
คุณเบนจามิน ซาการี จากอังกฤษ
คุณ คลีเมนท์ รอทแมน จากเยอรมัน
คุณคลาเดีย รอทแมน จากเยอรมัน
คุณมาช่า ฟาทูกี จากอังกฤษ
คุณชาตรี สุขสวัสดิ์
คุณอิสซาเบลล่า เครีแมน จากไอร์แลนด์
คุณวลาดิเมียร์ เครีแมน จากไอร์แลนด์

โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต

คุณสาวิตรี เดนีย์ อายุ 35 ปี
คุณแบร์ เบอร์คัม อายุ 29 ปี
คุณอภิชาติ บาตา อายุ 26 ปี

โรงพยาบาลสิริโรจน์

คุณลิขิต เลี้ยงพันธุ์สกุล
คุณปริญวิชช์ ชูแสง
คุณชัยณรงค์ มหาแร่
คุณอภิชิต ปาตา
คุณคริสโตเฟอร์ มาร์เกน ชาวสวีเดน
คุณอีริค ชาวสวีเดน
คุณน้อง ขาวนวล
และ คุณลัดดา ขาวนวล

นอกจากนี้ ยังมีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่งเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลมิชชั่น และ โรงพยาบาลถลาง โดยญาติสามารถตรวจสอบเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ ร.พ.กรุงเทพ-ภูเก็ต 076-254421-9,ร.พ.สิริโรจน์ 076-249400, ร.พ.วชิระภูเก็ต 076-361234,ร.พ.มิชชั่น ภูเก็ต 076-237220-9 และ ร.พ.ถลาง 076-311033

ด้านสายการบินวันทูโกได้เปิดสายด่วน 1126 เพื่อให้ญาติของผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ ตรวจสอบข้อมูลได้


 
 
นำเสนอข่าวโดย : ภาวัณ
ที่มา : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์










S.O.S.: Stories of Success ตอนที่ 12 : to protect and to serve

สำหรับสัปดาห์นี้รายการเอสโอเอสนำเรื่องราวของนายตำรวจเชื้อสายไทยที่ก้าวเข้าไปทำงานในกรมตำรวจลอสแอนเจลิส หรือ Los Angeles Police Department เขาคนนี้เป็นตัวแทนความภาคภูมิใจและเป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยมสำหรับทั้งคนไทย คนเอเชีย รวมถึงบรรดานายตำรวจอเมริกันทั้งหลาย ทั้งในด้านความสามารถเฉพาะตัว ตลอดไปจนถึงความรักและมุ่งมั่นต่ออาชีพและการอุทิศตนในการปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองปกป้องช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง

ปัจจุบันเขาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงการเป็นตำรวจเท่านั้น ด้วยความสามารถที่เป็นที่ยอมรับในด้านการต่อสู้หลากหลายรูปแบบเขายังเป็นถึงครูสอนศิลปะการป้องกันตัวและยุทธวิธีการต่อสู้ให้กับตำรวจของแอลเอพีดีอีกด้วย และผู้ที่เรากำลังพูดถึงวันนี้คือคุณพีท พีรพงศ์ เพิ่มแสงงาม นายตำรวจไทยที่ทำงานในกรมตำรวจลอสแอนเจลิสมาเป็นเวลาเกือบ 19 ปี

 

คุณพีทเล่าให้เราฟังว่าชอบและสนใจเรื่องของการต่อสู้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก “ผมว่าผู้ชายทุกคน ตั้งแต่เล็กต้องมีสัญชาตญาณการต่อสู้อยู่ในตัว ตั้งแต่เล็กผมชอบความท้าทาย ชอบการต่อสู้” คุณพีทกล่าว

คุณพีทถูกส่งไปอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่อายุประมาณ 9 ปี การใช้ชีวิตด้วยตัวเองในโรงเรียนประจำทำให้คุณพีทเติบโตมาอย่างเป็นลูกผู้ชาย มีความรับผิดชอบมีระเบียบวินัย หลังจากที่คุณพีทจบไฮสคูลจากประเทศอินเดียก็ได้มาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย CAL state ทางด้านบิสิเนส มาร์เก็ตติ้ง ที่สหรัฐอเมริกา หลังจากเรียนจบก็ได้มาช่วยงานคุณพ่อคุณแม่เพราะครอบครัวมีธุรกิจของตนเอง แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบบู๊และไม่ชอบงานนั่งโต๊ะ จึงสมัครเข้าเป็นตำรวจ ที่ Redland อยู่ที่นั่นเป็นเวลา 8 เดือน จึงสมัครเข้ามาเป็นตำรวจที่แอลเอพีดี และทำงานเป็นตำรวจของแอลเอพีดีมาจวบจนทุกวันนี้

 

ก่อนที่จะผ่านการสอบเพื่อจะเข้ามาเป็นตำรวจของที่นี่ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องมีคุณสมบัติหลายอย่างตามที่ทางกรมฯกำหนดเอาไว้เช่นจะต้องอายุ 21 ปี และต้องเป็นอเมริกันซิติเซ่น ส่วนการสอบนั้นมี 4 ขั้นคือ การสอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์ สอบประวัติ และตรวจร่างกาย

คุณพีทบอกว่าขั้นของการสัมภาษณ์จะสำคัญที่สุด เพราะเขาจะดูว่าเรามีไหวพริบปฏิภาณ มีคอมมอนเซนส์ไหม ซึ่งคุณพีทผ่านการสอบสัมภาษณ์มาด้วยคะแนนที่สูงมาก คือได้คะแนนสูงถึง 98 คะแนน โดยตอนสอบสัมภาษณ์นั้นมีคณะกรรมการ 3 คน เป็นตำรวจ 2 คน เป็นนักจิตวิทยา 1 คน

 

“ข้อที่ผมว่าผมได้คะแนนสูงก็คือ เขาถามผมว่า Why do you want to be a police officer? เราก็เตรียมตัวมาเพราะรู้ว่าเขาต้องถามคำถามนี้อยู่แล้ว เหมือนเราไปสมัครงานเขาก็ต้องถามว่าทำไมเราอยากมาเป็น ผมก็คิดว่าฝรั่งสมัครกัน 100 คน เขาต้องพูดเหมือนกันหมดว่าอยากจะช่วยสังคม อยากช่วยประชาชน ผมคิดว่าเราเป็นคนไทยเราต้องตอบให้เหนือเขาหน่อย เราตอบเหมือนเขาเราเทียบเขาไม่ได้ เพราะนั่นประเทศเขา...ผมบอกพวกเขาว่าตอนเด็กๆ ผมโตที่เมืองไทย ตอนอยู่เมืองไทยผมเห็นตำรวจอเมริกันในหนังแล้วประทับใจภาพพจน์ของตำรวจอเมริกามาก นอกจากบู๊ต่อสู้แล้ว ผมชอบความซื่อสัตย์ ชอบเครื่องแบบของตำรวจ...ผมก็มองหน้ากรรมการทั้ง 3 คน บอกว่าอนาคตของผมในแอลเอพีดีอยู่ในมือคุณทุกคนถ้าคุณรับผมมาเป็นตำรวจแอลเอพีดี ผมจะเป็นตำรวจที่เก่งที่สุดที่คุณจะต้องภูมิใจผมในอนาคต”

            คุณพีทได้ผ่านประสบการณ์มากมายของชีวิตการเป็นตำรวจแอลเอพีดี ผ่านเหตุการณ์ตื่นเต้นเฉียดตาย เหตุการณ์เศร้าสลดใจมาก็มาก เราถามคุณพีทว่าท้อบ้างไหมคุณพีทตอบกับเราว่า

“ถ้าถามว่าผมเคยท้อไหม ก็ต้องตอบว่าเคย เพราะด้วยความที่ผมเป็นคนไทย สมัย 19-20 ปีก่อน ตำรวจฝรั่งบางคนก็เหยียดผิวบ้าง ดูถูกเราบ้างทำให้เราท้อบ้างนิดหน่อย สำหรับอาชีพตำรวจก็มีประสบการณ์ที่ทำให้เราท้อบ้างเหมือนกันเพราะการเข้ามาทำอาชีพตำรวจนี้ทำให้เราต้องเห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่ต้องการเห็น เช่นการฆาตกรรม ฆ่ากัน ยิงกัน แทงกัน บางทีต้องไปเห็นศพเห็นความทุกข์ของประชาชน บางทีก็หนักเหมือนกัน...ผมว่างานตำรวจเป็นงานที่เรียกว่าคนที่ใจไม่รักจริงๆ จะทำให้เกิดความกดดันขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่เราจะต้องใจถึงและเข้มแข็งทีเดียว”

 

“ปีแรกนี้เป็นปีที่ยากที่สุด พอพ้นปีที่ 2 ปีที่ 3 ปีที่ 4 ปีที่ 5 จะง่ายขึ้น แล้วปีแรกก็เหมือนกับตอนผมปลอมตัวเป็นหน่วยยาเสพติด เป็นสายสืบ คดีแรกก็ยากเพราะต้องไปโกหก ต้องไปปลอมตัวเป็นผู้ร้าย ตอนผมเป็นตำรวจใหม่ๆ อย่างเช่นมีครั้งหนึ่ง ตอนนั้นผมเป็นสายตรวจที่อีสต์แอลเอ มีสถานการณ์หนึ่งที่เขาเรียกผมไปเพราะเขาถือว่าผมเป็นตำรวจเอเชีย ครั้งนั้นมีพวกแก๊งเวียดนามขับรถตามนักธุรกิจคนหนึ่งกลับบ้าน พอเขากลับไปถึงบ้านเขากำลังทานข้าวกับครอบครัวอยู่ ที่บ้านมีลูก 3 คน ตั้งแต่คนเล็กจนคนโตอายุ 14 ปี ตอนพวกเขาทานข้าว ผู้ร้ายก็เข้าไปเคาะประตู พอเขาแง้มดูผู้ร้ายกบุกเข้าไปจับทุกคนมัดหมด จะเอาเงิน เพราะนักธุรกิจเอเชียสมัยก่อนจะเก็บเงินไว้ในบ้าน แก๊งพวกนี้ก็เข้าไปปล้นมัดมือมัดเท้า ซึ่งตอนนั้นลูกสาวอายุ 14 ปี กำลังซักผ้าอยู่หลังบ้าน ซึ่งเด็กคนนี้ปกติเขาจะใส่แว่นตาหนาๆ แต่วันนั้นไม่ได้ใส่ เขาเดินกลับเข้ามาจากโรงรถ เข้ามาทางประตูหลังผู้ร้ายก็จับดึงเขามา เขาก็ทำตาเหมือนพยายามเพ่ง พยายามจะมองว่าใครเพราะเขาไม่ได้ใส่แว่นตา แต่ผู้ร้ายหาว่าเด็กพยายามจะจำหน้าเขา ผู้ร้ายยิงศีรษะต่อหน้าต่อตาทุกคนในครอบครัว พอผมไปเหนเราก็ท้อ เพราะเราเป็นคนไทย เป็นคนเอเชียเหมือนกันพอเข้าไปแล้ว เห็นคนร้องไห้ เห็นความทุกข์ของคน 2-3 วันหลังเกิดเหตุผมยังคิดเลยว่าเราควรจะทำงานนี้ต่อไหม มีช่วงท้อตอนนั้นละครับ ตอนปีแรก”

 

ผ่านมาแล้วเกือบ 19 ปีสำหรับการเป็นตำรวจในสังกัดของกรมตำรวจลอสแอนเจลิส คุณพีทเป็นตัวแทนความภูมิใจของชาวไทยและชาวเอเชีย และแม้กระทังตำรวจอเมริกันเอง

“ความภูมิใจ หนึ่งผมภูมิใจที่เป็นตัวแทนคนไทยที่ได้เป็นตำรวจ LAPD และเมื่อ 2 ปีก่อนทาง LAPD ต้องการตำรวจเอเชียเพิ่มขึ้น เขาก็ให้ผมเป็นตัวแทนตำรวจ LAPD ถ่ายรูปโปสเตอร์ลงโฆษณา อย่างเวลาพิมพ์ www.joinlapd.com ในเวไซต์ก็จะเห็นรูปผมเป็นตัวแทนตำรวจเอเชีย สองถ้าพูดถึงหน้าที่การงาน ผมว่าผมได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเป็นสิ่งที่ผมภูมิใจมาก สุดท้ายการที่ผมสอนตำรวจเป็นหน้าที่ที่ผมภูมิใจมากที่สุด และถ้าเขานำสิ่งที่ผมสอนไปใช้และทำให้เขาปลอดภัยผมคิดว่าเป็นบุญ”

 

“ผมจำได้ว่าตั้งแต่เล็กจนโต สังเกตว่ามีแต่ฝรั่งสอนคนไทย การที่เราเป็นคนไทยแล้วเราไปสอนฝรั่งได้เป็นสิ่งที่ผมว่าผมได้นำวิชาจากเอเชียที่เรารู้จริงทำจริงได้ และเราเป็นผู้เชี่ยวชาญ อย่างแม่ไม้มวยไทย คาราเต้ อาคิโด การฝึกมีด การเตะต่อย เอามาสอนฝรั่ง เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเราภูมิใจมาก”

“ปัจจุบันผมจะฝึกศิลปะป้องกันตัวให้ตำรวจ และฝึกพวกสายตรวจที่ทุกๆ 2 ปีจะต้องกลับมาฝึกทบทวนกับเรา หน่วยผมจะสอนวิธีต่อสู้ระยะใกล้ ระยะไกล มีหลายวิชา มีทั้งการต่อสู้แบบลงไปสู้กับพื้น”

 

เมื่อเราถามว่าทำอย่างไรถึงเข้ามาเป็นถึงครูฝึกศิลปะการป้องกันตัวให้ตำรวจที่แอลเอพีดีได้ คุณพีทเล่าให้เราฟังต่อว่า “ตอนเข้ามาเรียนโรงเรียนตำรวจที่นี่ผมมุ่งมั่นและตั้งใจ ตอนเรียนจบผมได้รางวัลคนที่เก่งที่สุดด้านศิลปะการป้องกันตัวของชั้นเรียน และเพราะเหตุนี้ปัจจุบันผมจึงเป็นครูฝึกเพราะใจชอบการต่อสู้ และศิลปะการป้องกันตัว...ผมทำงานตำรวจมา 10 ปีก่อนจะมาทำงานนี้ ใน 10 ปี ผมทำอยู่หน่วยเครื่องแบบ สายตรวจ หน่วยยาเสพติด หน่วยสืบสวน แล้วถึงมาสมัครเป็นครูสอนศิลปะป้องกันตัว ซึ่งการจะมาเป็นครูสอนนั้น หลักก็คือต้องเป็นตำรวจมาแล้วอย่างน้อย 5 ปี ซึ่งตอนสมัครผมเป็นมาแล้วเกือบ 10 ปี เขาจะดูว่าเรามีผลงานอะไรมาบ้าง บางคนเป็นตำรวจมา 5 ปี แต่นั่งโต๊ะตลอดพอมาสมัครเป็นครูสอนเขาก็ไม่รับ เขาต้องการให้เรามีประสบการณ์ ...เราเคยทำสายตรวจมาก่อน ทำสอบสวนมา เวลาเราสอนศิลปะการป้องกันตัวให้นักเรียนเราสามารถเล่าให้ผู้เรียนฟังได้ว่าเราเคยใช้วิธีการต่อสู้พวกนี้มาแล้วทั้งเตะคน ชกคน การยิงก็ทำมาแล้ว ฯลฯ เราสามารถอธิบายให้เขาฟังถึงความสำคัญของการต่อสู้และศิลปะการป้องกันตัวได้ เพราะว่าเราผ่านประสบการณ์มา เขาจะเข้าใจชัดเจนว่าทำไมเราจึงต้องเรียนวิชานี้” คุณพีทอธิบายให้เราฟัง

 

            เมื่อเราถามถึงมุมมองว่าคุณพีทมองว่าความสำเร็จของการเป็นตำรวจคืออะไร คุณพีทตอบว่า

“พูดถึงความสำเร็จ ตำรวจบางคนอาจจะเข้ามาเพื่อยศ อยากเป็นอธิบดีรองอธิบดีใหญ่โต ของผมนี่ผมไม่คิดอย่างนั้น เราได้เข้ามาแล้วเราได้ทำบุญ ทำประโยชน์ ช่วยสังคม ช่วยตำรวจด้วยกัน นั่นคือความสำเร็จอย่างหนึ่งของผม”

 

“จุดมุ่งหมายของผมก็คือ ผมสามารถช่วยชีวิตตำรวจได้ ไม่ว่าชีวิตใดชีวิตหนึ่ง ช่วยเขาได้นี่คือความสำเร็จ มันมากกว่าเงินทองที่เราจะหา…จริงอยู่อาชีพตำรวจ รายได้ดี สวัสดิการก็ดี แต่สำหรับผมเราอยู่สบายมีความสุข ครอบครัวมีความสุข และเราทำระโยชน์ให้กับกรมตำรวจและช่วยชีวิตคนไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม นี่คือความสำเร็จของผม” คุณพีทกล่าวถึงความสำเร็จในมุมมองของเขาเอง

 

ในอนาคตคุณพีทยังมีแผนการที่จะเข้าฝึกการกู้ระเบิดซึ่งเขาเชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่เขาสามารถนำไปช่วยเหลือคนได้อีกหลายชีวิต

“ผมเชื่อในการเสียสละ อย่างการกู้ระเบิดถ้าเราทุกคนกลัวจนไม่กล้าเข้าไปแล้วระเบิดเกิดระเบิดขึ้นมา คนต้องเสียมากมาย ถ้าเราสามารถเข้าไปกู้ระเบิดได้ เราจะช่วยชีวิตคนหลายชีวิตทีเดียว ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ผมชอบ ผมอยากทำ และมันเป็นสิ่งที่ท้าทายด้วย เพราะการเข้าไปตรงนี้มันเหมือนวัดใจเราว่า เราจิตใจเข้มแข็งแค่ไหน”

“ในอนาคต ถ้าผมสอนกู้ระเบิดได้ผมจะเอาวิชานี้ไปสอนที่เมืองไทย”

            และนี่คือเรื่องราวบางส่วนของรายการเอสโอเอสสัปดาห์นี้ คุณพีท พีรพงศ์ เพิ่มแสงงาม ตำรวจเชื้อสายไทยในแอลเอพีดีท่านนี้ยังมีเรื่องราวน่าตื่นเต้น น่าสนใจอีกมากมาย เตรียมพบกับความสำเร็จของคนไทยท่านนี้ได้ในรายการเอสโอเอสสัปดาห์นี้ค่ะ

ติดตามชม

รายการ S.O.S.: Stories of Success ทางช่อง 1 IPtv News

ทุกวันเสาร์ เวลา 17.00 น. ถึง 17.30 น. แปซิฟิคไทม์

รับชมซ้ำ วันอาทิตย์ เวลา 15.00 น. ทางช่อง 1 IPtv News

วันอังคาร เวลา 8.00 น. วันพฤหัสบดี เวลา 17.30 น. แปซิฟิคไทม์ ทางช่อง 4 IPtv Music & Shopping

และยังสามารถชม On demand (ชมรายการย้อนหลัง) ได้ทางเว็บไซต์ www.thaitownusa.com หรือ www.thaitv.tv

 

 

ติชมคอลัมน์นี้

ส่ง E-mail ถึงผู้เขียนโดยตรงที่

earth@thaitv.tv











<<Back    Go to Miscellanous


views[9096]    

All contents
องค์กรช่วยเหลือสังคม ACORN
อพยพชาวซานดิเอโก้ครั้งใหญ่
14 ตุลารำลึก
ชมเรือนหอ 40 ล้าน ‘บอล’รับขวัญ ‘นาตาลี’
เที่ยวบินมรณะ ตายกว่า88 !!
ลือสะพัด "ทนายนพดล" สละโสด "อ้อเล็ก"?
เหยื่อกาม’ธีรพล’เปิดใจ ขอให้เขาทุกข์เหมือนฉัน
ยามเฝ้าแผ่นดิน
ผลสำรวจโดยรัฐบาลระบุเด็กเอเชียฉลาด และประสบความสำเร็จในการเรียนสูงกว่าชาติอื่น
เมืองนิวเฮฟเว่นสวนกระแส ออก”ไอดีโรบินฮูด”ให้ชาวเมือง
กฎหมายหย่าร้าง
“ดรีมแอ็กท์-ช่วยเด็กต่างชาติให้ได้รับสถานภาพที่ถูกกฎหมาย”
ทำใบเขียวคนครัวภายในหนึ่งปี
‘บุช’ยังดันกฎหมายอิมมิเกรชั่นสุดฤทธิ์
ปรับราคาใบเขียวและเปลี่ยนสัญชาติ
*ร่างกฎหมายปฏิรูปอิมมิเกรชั่น*
ประกาศแล้ว!! วีซ่าบูเลทินเดือน “มิถุนายน”
เส้นตายของการยื่นวีซ่า H-1B สำหรับปี 2007 - 2008
การรักษาสถานะกรีนการ์ด* (Maintaining Status as a Green Card Holder)
โอกาสรอบสองของ”โรบินฮูด”


Tell your friend   Make us your Homepage
  Home  | Today News | Web-Board | Sponsor | News | Menu Links | Miscellanous



thaibusinesscenter.net
Copyright (C) 2000-2006 All Rights Reserved