รวยและสวยได้ด้วยJeunesse
รวยและสวยได้ด้วยJeunesse

        Home   Today News   Web-Board    Sponsor   News   Miscellanous          


 บริษัท vShip4U อเมริกา
 Realtime World-Clock
 Hatinh Tour
 Mega Million Jackpot $326M
 Mega Million Jackpot $355M
 $1.5B Powerball Winner
 PowerBall $590M winner
 Thai lottery Result-Chk
 BellAir Shuttle
 ราคาประเมินที่ดิน, คอนโด
 Anniversary Maephim Group
 Thai Restaurant in Blaine, Washington
 Warehouse Asia
 Yahoo Greeting
 Thai-YellowPage USA
 Thai Tel-Search ToT
 US PersonSearch
 CountryCode Search
 USA Advance Search
 SnapFish Photo Album
 ShutterFly Photo Album
 PhotoBucket Album
 Job DB
 อีเมลล์ Yahoo Mail
 อีเมลล์ Hotmail
 Currency Exchange Rate
 WorldExchangeRate
 Paypal ส่งเงินทั่วโลก
 US Bank
 President Choice MC
 KEY-Bank
 Chase Canada
 Bank Of America
 Citi-Bank
 Bank of America
 OptionsMasterCard
 Capital One Bank
 BMO Bank
 TD Bank
 CIBC Bank
 Bangkok Bank LogIn
 Kasikorn Bank
 Amazon
 Thai LA.net
 US CIS
 American VISA
 Safety-Technology KU
 Thai Council of Prof-Engineer
 APEC Assessment
 APEC Engineers Manual
 ToastMaster Division-J
 Vancouver Business Network
 เวป Used Market
 Classified Page
 WorldMostClassified
 Unitel Lao
 I-Smart Engineering
 เวป Pantip มาร์เก็ต
 Canada -Kijiji
 Pattaya Classified
 Savan Park
 Vancouver Used
 คนไทยใน Sydney, Australia
 Classified Singapore
 S'pore Classified Website
 ศูนย์รวมComputor&Part
 Today in History TV
 Internet TV (1,000 Ch.)
 CNN-HeadLine
 Siam Media USA
 SIAM Town USA
 Thai in WA
 Rujirat News
 Thai-TV Nation Channel
 ฟัง "สนธิ" Click ที่นี่
 ManagerMultimedia
 Doo ThaiTV
 HotTV LeeNa Jang
 Watch ASTV now
 See San TV
 Thai TV Online
 Radio Online
 International Dictionary
 Fun with Science
 Astronomy Games
 Math Racing Games
 วิชาการดอทคอม
 Countries Study Index
 Job Canada
 Canada Gov-Job
 Job DB
 Job Monster
 Career Click
 Job in USA
 JobSet
 M & A Group
 US Lottery Visa 2006
 About 1CellNet "Voice"
 ชำระเงินPay Online
 USA Lotto Visa


Miscellanous

เหยื่อกาม’ธีรพล’เปิดใจ ขอให้เขาทุกข์เหมือนฉัน







เหยื่อกาม’ธีรพล’เปิดใจ ขอให้เขาทุกข์เหมือนฉัน

ทาโคม่า, วอชิงตัน (ซีแอตเติลโพสต์) : เด็กสาววัย 19 ซึ่งเคยถูก “ธีรพล อาจหาญ” ข่มขืนทารุณตอนอายุ 11 เปิดตัวให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ทารุณเมื่อเจ็ดปีก่อน เพื่อเป็นตัวอย่างให้ “เหยื่อขมขืน” รายอื่นกล้าปรากฎตัวเพื่อเป็นพยานต่อศาล ระบุดีใจที่อัยการไม่ตั้งโทษประหาร เพราะจำคุกตลอดชีวิตทรมานนานกว่า

ซาบริน่า ราสมูสเซ่น ปัจจุบันอายุ 19 ปี

นายธีรพล อาจหาญ ปรากฎตัวในศาลของเพียซเคาน์ตี เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม
ภาพถ่ายของซาบริน่า ตอนอายุ 11 ขวบ ก่อนจะเกิดเหตุร้ายกับเธอไม่นาน

หนังสือพิมพ์ซีแอตเติลโพสต์ ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ ซาบริน่า ราสมูสเซ่น อายุ 19 ปี ซึ่งเมื่อเจ็ดปีก่อน หรือขณะมีอายุเพียง 11 ปี เธอถูกถูกลักพาตัวเพื่อข่มขืนอย่างทารุณระหว่างเดินไปโรงเรียน และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจับกุมคนร้ายมาลงโทษได้ กระทั่งนายธีรพล อาจหาญ ถูกจับกุมข้อหาลักพาตัว ข่มขืนและฆ่าเด็กหญิง ซีน่า ลินนิค วัย 12 ปีเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซาบริน่ามั่นใจว่า นายธีรพล คือคนร้ายที่ข่มขืนเธอเมื่อวัย 11 ขวบ และผลการพิสูจน์หลักฐานทางดีเอ็นเอ ที่เจ้าหน้าที่เก็บได้จากกางเกงชั้นในของเธอ ยืนยันว่าซาบริน่าจำคนร้ายไม่ผิด ขณะนี้นายธีรพล อาจหาญ จึงถูกตั้งข้อหาข่มขืน ซาบริน่า ราสมูสเซ่น เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งข้อหา

ซาบริน่าเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ปี 2000 ว่าเธอถูกคนแปลกหน้าใช้มีดบังคับเธอขึ้นรถกระบะดอจจ์ แรม ระหว่างเดินไปโรงเรียน คนร้ายใช้มือเหม็นบุหรี่ปิดปากเธอไม่ให้ร้อง โดยระหว่างอยู่บนรถ ซาบริน่าเล่าว่าเธอร้องขอชีวิต พยายามถามชื่อเขา รวมทั้งพยายามโน้มน้าวให้เขาใจอ่อนและปล่อยเธอ เช่นถามว่าเขามีลูกหรือเปล่า จะเจ็บปวดขนาดไหนถ้าลูกคุณถูกลักพาตัวไป ฯลฯ

“เขาบอกว่าอย่าร้อง ฉันไม่ฆ่าเธอหรอก” ซาบริน่ากล่าว และว่าคนร้ายได้ขับรถพาเธอเข้าไปในป่า ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นบริเวณฝึกทหารของค่ายฟอร์ดลีวิส มัดเธอกับต้นไม้ด้วยเทปเหนียว และข่มขืนเธอนานนับชั่วโมง

ซาบริน่าในวัย 19 ปี บอกว่า ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา เธอพยายามลืมอดีตอันเจ็บปวด แต่เมื่อเห็นข่าวของนายธีรพล อาจหาญ ซึ่งให้เบาะแสกับเจ้าหน้าที่จบพบสถานที่ทิ้งศพของหนูน้อย ซีน่า ลินนิค และจำได้ว่าเป็นคนร้ายที่ลงมือข่มขืนเธอ ความทรงจำต่างๆ ก็กลับมา

“ศพนั่นอาจจะเป็นฉันตอนอายุ 11 ขวบ ถือว่าฉันโชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่ในวันนี้” เธอกล่าว และว่าความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโชคดี จึงสักอักษรญี่ปุ่นแปลว่า “โชคดี” ไว้ที่คอด้านหลัง

เมื่อทราบว่าคนร้ายที่ข่มขืนเธอถูกขังอยู่ในคุก และอาจจะอยู่ในคุกตลอดไป ซาบริน่าบอกว่าทำให้เธอรู้โล่งใจ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักวิตกกังวลและถามตัวเองบ่อยๆ ว่า อะไรจะเกิดขึ้นหากเขากลับอีก

ซาบริน่ากล่าวว่า ข่าวที่บอกว่านายธีรพล อาจหาญ วัย 42 เคยถูกพี่ชายของตัวเองข่มขืนขณะเป็นเด็ก ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของเธอเปลี่ยนไป และยังหวังว่านายธีรพลจะถูกขังคุกตลอดชีวิตอยู่เหมือนเดิม

“อย่าเอาชีวิตวัยเด็กของคุณมาทำร้ายวัยเด็กของคนอื่น” เธอบอก “นั่นมันชีวิตของคุณ อย่าเอาไปทำร้ายชีวิตของคนอื่น”

ซาบริน่าเล่าว่า โดยปกติแล้ว แม่ของเธอจะขับรถไปส่งที่โรงเรียน แต่เพียงหนึ่งวันก่อนเกิดเหตุ รถยนต์ของครอบครัวถูกขโมย ดังนั้นซาบริน่าจึงต้องเดินไปโรงเรียน ซึ่งห่างจากบ้านเพียงแค่ 6 ช่วงตึก โดยเดินไปกับเพื่อน แต่เมื่อเพื่อนเลี่ยงไปใช้เส้นทางลัด เธอจึงเดินอยู่คนเดียว

เมื่อคนร้ายกระโดดออกมาจากรถกระบะ ซาบริน่าวิ่งหนี แต่กระเป๋าสะพายทำให้เด็กหญิง ซึ่งสูง 4 ฟุต 3 นิ้วเคลื่อนไหวได้ช้า เธอได้ยินเสียงกุญแจกระทบกันเมื่อคนร้ายวิ่งไล่เข้าใกล้ เธอตะโกนร้องแต่ถูกปิดปาก และรวบตัวขึ้นรถ ซึ่งภายในเป็นสีเทา

บันทึกของเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า คนร้าย ซึ่งก็คือนายธีรพล อาจหาญ พาตัวเด็กหญิงไปถึงป่าฟอร์ด ลีวิส ตอน 8 โมงเช้า โดยปลอบเหยื่อของเขาว่าจะไม่ฆ่าเธอ

เมื่อข่มขืนสำเร็จ คนร้ายได้จุดบุหรี่สูบ ซาบริน่าถามเขาว่าจะจุดไฟเผาเธอหรือ และเมื่อเขาสตาร์ทรถกระบะ ซาบริน่าร้องว่าอย่าขับรถชนเธอ เพราะในขณะนั้น เด็กหญิงวัย 11 ขวบเชื่อว่าจะต้องถูกฆ่าปิดปากด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งอย่างแน่นอน

เมื่อคนร้ายขับรถกลับออกไป เด็กหญิงดิ้นจนเทปเหนียวหลุด คว้าท่อนไม้ขึ้นมาเป็นอาวุธ แล้วเดินไปกลับออกไปยังถนนใหญ่ด้วยสภาพฟกช้ำและเลือดไหลเกรอะกรัง กระทั่งทหารหญิงคนหนึ่งขับรถผ่านมาเห็น และให้ความช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลเด็กชื่อ แมรี่บริดจ์

แม่ของเธอ คือ แนนซี่ ราสมูสเซ่น เล่าถึงเหตุการณ์ในวันดังกล่าวว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจของเมืองทาโคม่า มาหาเธอที่บ้าน เธอคิดว่าตำรวจได้ข้อมูลเกี่ยวกับรถของเธอที่ถูกขโมยไป แต่ความจริงเป็นข้อมูลอันน่าเจ็บปวดของลูกสาวเธอ “เท่าที่ฉันจำได้ก็คือ กรีดร้องเสียงดัง เข่าอ่อนจนยืนไม่ได้” เธอเล่า

แนนซี่ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้าของบริษัทโทรศัพท์แห่งหนึ่งกล่าวว่า เธอยังร้องไห้อยู่บ่อยๆ เมื่อคิดถึงเคราะห์ร้ายของลูกสาว เป็นเหมือน “พายุหมุนอารมณ์” ที่ยังคงหมุนอยู่ในครอบครัวเรา

หลังรอดตายจากเหตุการณ์สยองขวัญเมื่อวัย 11 ขวบ ซาบริน่า ราสมูสเซ่น มองว่าทุกๆ วันคือของขวัญอันล้ำค่า และเป็นโอกาสให้เธอได้ร้องเพลง หรือเตรียมตัวสอบใบอนุญาตเป็นตัวแทนซื้อขายที่อสังหาริมทรัพย์ ตามที่ตั้งใจ

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ซาบริน่าเดินทางไปศาลของเพียซเคาน์ตี เพื่อดูหน้าธีรพล อาจหาญ เป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดปี และกล่าวว่าเมื่อเธอเห็นเขาในสภาพใส่กุญแจมือแน่นหนา เธอรู้สึกหายใจไม่ออก มือชุ่มไปด้วยเหงื่อ เพราะชายคนดังกล่าวคือผู้ที่ข่มขืนเธออย่างทารุณเมื่อเจ็ดปีก่อนจริงๆ

ซาบริน่าบอกว่าแม้จะยังไม่พร้อม แต่ก็ยินดีเป็นพยานในศาลเพื่อเอาผิดคนร้ายที่รังแกเธอ “ถ้าได้โอกาส ฉันจะมองตาเขา ให้เขารู้ว่าฉันคือคนชนะในเกมนี้”

ซาบริน่า ซึ่งเพิ่งจบไฮสกลูลไม่นานมานี้ บอกด้วยว่า เธอรู้สึกดีใจที่อัยการไม่ส่งฟ้องธีรพล อาจหาญ ด้วยโทษประหาร เพราะการติดคุกตลอดชีวิตจะทำให้นายธีรพลต้องทรมานนานกว่า

การเปิดตัวให้สัมภาษณ์ของซาบริน่าครั้งนี้ เป็นเพราะเธอต้องการให้เหยื่อคนอื่นมีความเข้มแข็ง และกล้าออกมาให้ข้อมูลกับตำรวจ เพราะขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจของทาโคม่า และเมืองใกล้เคียงเชื่อว่ายังมีคดีข่มขืนอีกหลายคดีที่เกี่ยวกับข้องนายธีรพล อาจหาญ.








โรเบิร์ท ชูลเล่อร์ โชว์มังคุดจากเปอโตริโก้ ที่นำเข้าอเมริกาได้เพียงปีละไม่กี่ปอนด์ ราคาตลาดจึงสูงถึงผลละ 10-15 ดอลลาร์

เผยมะกันคลั่งมังคุดสด ยอมซื้อผลละ20ดอลลาร์


แอลเอ (ไทยทาวน์ยูเอสเอนิวส์) : ผู้นำเข้าผลไม้รายใหญ่ที่สุดของอเมริกาเผยมังคุดกำลังเป็น “ราชินีแห่งผลไม้” ของคนมะกัน เพราะมีสาร “แอนตี้อ็อกซิเดนท์” ชะลอความแก่และป้องกันสารพัดโรค ปัจจุบันสหรัฐฯ นำเข้ามังคุดสดจากคอสต้าริก้าเพียงแค่ฤดูกาลละไม่กี่ปอนด์ เพราะมีต้นมังคุดที่ได้รับการรับรองจากยูเอสดีเอ แค่ 150 ต้น ราคาตลาดจึงทะลุเพดานที่ลูกละ 20 ดอลลาร์ เชื่ออนาคตมังคุดไทยในอเมริกาสดใส ราคาจำหน่ายในปีแรกไม่น่าจะต่ำกว่าลูกละ 1 ดอลลาร์

สืบเนื่องจากการที่บริษัทนำเข้าผัก-ผลไม้รายใหญ่ที่สุดของอเมริกาเหนือ ชื่อ เมลลิซ่า เวิร์ล วาไรตี้ โปรดิวซ์ ได้สอบถามและแสดงความจำนงค์ไปยังศูนย์ส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอส แอนเจลิส ว่าต้องการจะนำเข้าผลไม้ไทยทั้งหกชนิดคือเงาะ มะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ มังคุดและสับปะรด โดยมีเท่าไหร่จะซื้อหมด และนายทรงศีล สุเสวี ผอ.อาวุโสของศูนย์ส่งเสริมการค้าฯ ประเมินว่าผลไม้ไทยทั้งหกชนิดจะทำรายได้ในปี 2008 ระหว่าง 7,000-15,000 ล้านบาท ตามที่ไทยทาวน์ฯ ได้เสนอไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น

 

ล่าสุด ไทยทาวน์ฯ ได้สัมภาษณ์นายโรเบิร์ท เอส ชูลเล่อร์ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ บริษัทเมลลิซ่า เวิร์ล วาไรตี้ โปรดิวซ์ เกี่ยวกับความต้องการนำเข้าผลไม้ไทยดังกล่าว โดยนายโรเบิร์ท ได้กล่าวถึงบริษัทเมลลิซ่าฯ ว่าเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา

 

“เราส่งสินค้าให้กับซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ และตลาดทั่วประเทศ คือซูเปอร์มาเก็ตที่ติดท็อป 20 ของอเมริกา เป็นลูกค้าของเราหมด นอกจากนั้นยังส่งให้กับบริษัทผู้ผลิตอาหารด้วย โดยเรานำเข้าผักและผลไม้จาก 30 ประเทศทั่วโลก และเราได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับผลไม้ประเภท ‘เอ็กโซติก’ เช่นมะเฟือง มะละกอ มะม่วง ดราก้อนฟลุ๊ต (แก้วมังกร) รวมถึงมะพร้าวอ่อน ซึ่งเป็นผลไม้จากไทยแลนด์เพียงอย่างเดียวที่เราเอาเข้ามาได้โดยไม่ต้องแช่แข็ง ซึ่งที่นี่รู้จักในชื่อ ไทยวอร์เตอร์โคโคนัท เรานำเข้ามาเจ็ดปีแล้ว”

 

นายโรเบิร์ท กล่าวว่าทางบริษัทสนใจผลไม้สดจากประเทศไทยมานานแล้ว แต่ไม่สามารถทำได้ จึงถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ได้อนุญาตให้มีการนำผลไม้หกชนิดจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยผลไม้ที่ทำให้ตนตื่นเต้นมากที่สุดคือมังคุด เพราะทางบริษัทได้รับการสอบถามจากลูกค้ามานานนับสิบปี

 

“มังคุดถือเป็น the most anticipated fruit in America (ผลไม้ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของอเมริกา) ตอนนี้เรามีมังคุดสดจากเปอโตริโก้ ซึ่งโชคไม่ดีที่มีต้นมังคุดน้อย คือ 150 ต้นที่ได้รับการรับรองให้ผลิตเพื่อนำเข้าอเมริกา ฤดูกาลละไม่กี่ปอนด์ เท่าที่ผมทราบ ราคาตลาดตอนนี้จะอยู่ที่ประมาณผลละ 10-15 ดอลลาร์”

 

เมื่อถามถึงความน่าจะเป็นของราคามังคุดจากประเทศไทย ผอ.ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเมลลิซ่าส์ฯ กล่าวว่าหากมีปริมาณนำเข้ามากๆ ราคาก็จะลดลงตามกฎของอุปสงค์-อุปทาน ตนยังไม่สามารถประเมินได้ เพราะยังปริมาณการนำเข้าที่แน่นอน แต่น่าจะอยู่ระหว่างผลละ 1-2 ดอลลาร์

 

“แต่ที่ผมรู้แน่นอน เพราะผมทำงานร่วมกับสื่อมวลชน ก็คือว่ามังคุดจะเป็นหนึ่งในเรื่องราวของผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา (One of the biggest fruit story in USA) ถ้าเข้ามาได้จริงๆ”

 

สาเหตุที่ทำให้มังคุดได้รับความสนใจมากในอเมริกานั้น นายโรเบิร์ท ชูลเล่อร์ กล่าวว่าเป็นเพราะสื่อมวลชนอเมริกันกล่าวขวัญถึงว่าเป็น ราชินีแห่งผลไม้ ทั้งรสชาติและสรรพคุณต่างๆ “กระทั่งรายการทอล์คโชว์ของโอปราห์ ซึ่งเป็นรายการยอดนิยมยังเรียกมังคุดว่าเป็นซูเปอร์ฟรุ๊ต เป็น great anti-oxidant power และรสชาติของมันเองที่ผมเคยได้ยินจากบางคนว่า เป็นผลไม้รสดีที่สุดเท่าที่เคยกินมา นั่นคือเหตุผลที่เราได้รับการติดต่อเกี่ยวกับผลไม้ชนิดนี้ตลอดเวลา โดยเฉพาะจากคนที่เคยไปเที่ยวเมืองไทย หรือไปอเมริกากลาง อเมริกาใต้ แล้วได้ชิมมังคุด พอกลับมาอเมริกา ไม่มีขาย ตอนนี้ มีเดียต่างๆ สนใจกันมากว่าเรากำลังจะมีมังคุดให้ผู้บริโภคได้รับประทานกันอย่างทั่วถึงแล้ว”

 

เมื่อถามว่าจะอธิบายถึงรสชาติของมังคุดให้ลูกค้าฟังว่าอย่างไร นายโรเบิร์ทกล่าวว่า ตนเองโชคดีที่ได้ลิ้มรสชาติของมังคุดผลแรกเมื่อสามสัปดาห์ที่ผ่านมา “วิธีการก็คือต้องตัดรอบๆ ผล แล้วบีบเบาๆ มันจะหลุดออกมา เนื้อเป็นสีขาวบริสุทธิ์ มีเม็ด 1-2 เม็ด เวลาใส่เข้าปาก รสชาติจะเป็นแบบทรอปปิคัล บอกไม่ได้ว่าเหมือนอะไร แต่มันมีรสชาติผสมกันของผลไม้หลายอย่างที่ผมเคยกิน ลิ้นจี่ แอปปริค็อท แพสชั่นฟรุ๊ต และรสชาติของผลไม้เอ็กโซติกอีกหลายๆ อย่างผสมกัน” เขากล่าว

 

นอกจากมังคุดแล้ว นายโรเบิร์ท ชูลเล่อร์ กล่าวว่าผลไม้อีกห้าชนิดที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าอเมริกาโดยไม่ต้องแช่แข็ง ล้วนแต่น่าสนใจและมีอนาคตสดใสทั้งสิ้น

 

“รองจากมังคุดก็น่าจะเป็นเงาะ ตอนนี้เงาะสดที่เราขายอยู่มาจากฮาวาย เริ่มนำเข้ามาเมื่อเจ็ดปีก่อน จากนั้นก็ได้รับความนิยมมาก เราจึงต้องเพิ่มการนำเข้ามาจากแม็กซิโก กัวเตมาลา และฮอนดูรัส ตอนนี้เงาะในอเมริกามาจากสี่ประเทศ ทำให้มีเงาะวางตลาดตั้งแต่ปลายกรกฎาคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ แต่ยังไม่พอกับความต้องการของตลาด ลำไยก็เหมือนกัน ปลูกได้ที่ฮาวาย แต่มีจำนวนจำกัด เพราะฮาวายพื้นที่เป็นเกาะ ปลูกได้น้อย จึงมีขายแค่ระหว่างธันวาคมไปจนถึงกุมภาหรือมีนาคม เป็นฤดูกาลที่สั้นเพราะมีของน้อย จึงน่าตื่นเต้นที่จะได้ลำไยมาจากเมืองไทย”

 

ในกรณีของลิ้นจี่นั้น นายโรเบิร์ทกล่าวว่าเริ่มนำเข้ามาจากประเทศจีนตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว โดยมีวางจำหน่ายเพียงแค่สองสัปดาห์ต่อปี แต่ปัจจุบันสามารถปลูกได้ที่ฮาวาย ฟลอริด้า และมีการนำเข้าจากแม็กซิโก ไต้หวัน และอิสราเอล ทำให้มีลิ้นจี่สดวางตลาดได้ปีละหกเดือน และลิ้นจี่จากประเทศไทย จะทำให้ผู้บริโภคในอเมริกามีลิ้นจี่รับประทานเกือบตลอดปี

 

ทั้งนี้ นายโรเบิร์ท ชูลเล่อร์ กล่าวด้วยว่า ผู้บริหารของบริษัทฯ จะเดินทางไปร่วมงานแสดงสินค้าเกษตร ชื่อ เอเซี่ยน ฟรุ๊ต โลจิสติก้า (Asian Fruit Logistica) ที่หอประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในวันที่ 5 กันยายนนี้ และจะถือโอกาสนี้เจรจากับรัฐบาลไทย เพื่อยืนยันวันเวลาการนำเข้าผลไม้ไทยที่แน่นอนอีกครั้ง และว่าขณะนี้ทางบริษัทได้จัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นเอาไว้เรียบร้อยหมดแล้ว

 

“จริงๆ เราพร้อมมานานแล้วล่ะ เคยมีพิธีเปิดตัวกันไปแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคม ปีก่อน ในงานแฟนซี ฟู้ด โชว์ ในนิวยอร์ค เป็นพิธีร่วมกับรัฐบาลไทย เพราะเราหวังกันว่าจะเอามังคุดเข้ามาตั้งแต่ต้นปี แต่มีปัญหาตรงที่กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ไม่ยังอนุญาตจนกระทั่งเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา”

 

ประชาสัมพันธ์ของบริษัทผู้นำเข้าสินค้าเกษตรรายใหญ่ที่สุดของอเมริกา กล่าวด้วยว่า ผลไม้ทั้งหกชนิดของไทยจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะยังมีผลไม้ไทยที่ทางบริษัทให้ความสนใจอีกหลายอย่าง  รวมถึงดราก้อนฟรุ๊ต ซึ่งปัจจุบันปลูกได้ในอเมริกา แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ราคาค่อนข้างสูง กล่าวคือประมาณ  48 ดอลลาร์ต่อสามผล

 

ส่วนทุเรียนไทย ซึ่งปัจจุบันต้องผ่านการแช่แข็งก่อนนำเข้ามาจำหน่ายในสหรัฐฯ และมีข่าวว่านักวิทยาศาสตร์ของไทยกำลังพยายามปรับปรุงพันธุ์ทุเรียนไม่ให้มีกลิ่น เพื่อเจาะตลาดต่างประเทศนั้น ประชาสัมพันธ์ของบริษัทเมลลิซ่าส์ฯ กล่าวว่าหากจะเจาะตลาดคนอเมริกัน ตนเห็นว่าอุปสรรคของทุเรียนยังมีอีกมาก

 

“ปัญหาของทุเรียนคือวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ได้ ต้องเป็นตลาดแบบโอเพ่นแอร์ และถ้าเป็นตลาดแบบฟาร์มเมอร์มาร์เก็ต ก็ต้องเป็นผลิตผลในท้องถิ่น และที่ต้องระวังกันมากที่สุเดก็คืออย่าให้หล่นใส่เท้า และต้องวางให้ละลายในอุณหภูมิห้องนานมาก นั่นคืออุปสรรคใหญ่ของทุเรียน ซึ่งอร่อยเหลือเกิน ผมชอบมาก แต่ต้องเอาไปกินที่สนามหลังบ้าน และอีกเรื่องที่ต้องมองก็คือขนาดของครอบครัวอเมริกันจะเล็กลง คนเคยนิยมมีลูก 2-5 คน แต่ตอนนี้เฉลี่ยแค่ 1-2 คนเท่านั้น แนวโน้มที่เราเห็นเวลาไปเดินในซูเปอร์มาร์เก็ตก็คือ การย่อส่วน (miniature) ของผักและผลไม้ อย่างแตงโมลูกเล็กๆ จะได้รับความนิยมมาก เพราะงั้นถ้าคุณมีทุเรียน 25-30 ปอนด์มาขาย ปอนด์ละ 5 ดอลลาร์ ถือว่าแพงนะ นั่นคือเหตุผลที่ทุเรียนไม่ได้รับความนิยมในตลาดคนอเมริกัน ต้องแกะเป็นชิ้นๆ ห่อพลาสติกมิดชิดเพื่อไม่ให้มีกลิ่นและหยิบจับได้ง่าย” ประชาสัมพันธ์ของบริษัทเมลลิซ่า เวิร์ล วาไรตี้ โปรดิวซ์ กล่าว.

 

เผยผู้นำเข้ารายยักษ์ของมะกัน กระสับกระส่ายรอ”มังคุด”ไทย

 

 

นายสมศักดิ์ กูรมะโรหิต

‘สมศักดิ์’แฉกรณีผลไม้เข้าอเมริกา ติดขัดเพราะ’เนวิน’ขอส่วนแบ่ง


แอลเอ (ไทยทาวน์ยูเอสเอนิวส์) : สมศักดิ์ กูรมะโรหิต แฉเกลี้ยง “เนวิน ชิดชอบ” คือผู้อยู่เบื้องหลังกรณีไม่สามารถนำผลไม้ไทยหกชนิดเข้าอเมริกา ทั้งที่สหรัฐฯ “ไฟเขียว” กับเครื่องฉายรังสี ‘ชัวร์บีม’ ว่าป้องกันการขยายพันธุ์ของแมลงศัตรูพืชที่อาจติดมากับผลไม้ไทยได้

ตอนสายของวันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม ณ บริเวณหน้าสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอส แอนเจลิส ถนนลาร์ชมอนท์ นายสมศักดิ์ กูรมะโรหิต เจ้าของบริษัท เอสเอสเค โปรดิวซ์ฯ ซึ่งเป็นธุรกิจนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมาจำหน่ายในสหรัฐฯ ได้เดินทางมาร่วมประท้วงขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในสหรัฐฯ และประชาชนที่มีความคิดเห็นตรงกัน จำนวนประมาณ 50 คน รวมทั้งนายสุเทพ วงศ์กำแหง ศิลปินชื่อดังของไทย ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางมาเปิดแสดงในลอส แอนเจลิส ด้วย

 

ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ กูรมะโรหิต เป็นผู้ริเริ่มความพยายามในการนำเข้าผลไม้จากประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 1999 โดยร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอน ‘ชัวร์บีม’ ซึ่งกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ ยอมรับว่าสามารถทำให้แมลงศัตรูพืชที่อาจติดมากับผลไม้ต่างๆ ไม่สามารถเจริญพันธุ์ได้ และมีการติดตั้งเครื่องดังกล่าวตามเมืองท่าหลายแห่งในสหรัฐฯ แล้ว โดยสิ่งที่กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ ต้องการในครั้งนั้นคือรายชื่อของแมลงศัตรูพืช (Pest Risk Assessment : PRA) ในผลไม้ไทยหกชนิด ที่ถูกเลือกเป็นผลไม้นำร่องของโครงการนี้ คือเงาะ ลิ้นจี่ มังคุด ลำไย มะม่วง สับปะรดจากกรมวิชาการเกษตรของไทยเท่านั้น

 

โดยในคราวนั้น นายสมศักดิ์ กูรมะโรหิต ได้ร่วมทุนกับนักธุรกิจและบุคคลต่างๆ ในลอส แอเจลิส เพื่อดำเนินการซื้อเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอนชัวร์บีมไปติดตั้งในโรงงานที่ประเทศไทย มีการเชิญนักวิชาการของบริษัทชัวร์บีมไปเมืองไทยเพื่อปรึกษาในเรื่องการติดตั้ง อีกทั้งมีการแจ้งข่าวกับสื่อมวลชนไทยลอส แอนเจลิส ว่าจะนำผลไม้ไทยทั้งหกชนิดเข้ามาเป็นของขวัญปีใหม่ “มิลเลนเนี่ยม” กับคนไทยในอเมริกาด้วย แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีวี่แววว่าชาวไทยในอเมริกาจะได้รับประทานผลไม้ไทยทั้งหกชนิดแต่อย่างใด และเมื่อไทยทาวน์ฯ พยายามติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้ไปยังภาครัฐบาล ก็ได้รับคำตอบว่าเรื่องทั้งหมดค้างอยู่ที่กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ โดยครั้งล่าสุด นายปราการ วีรกุล อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี กล่าวกับไทยทาวน์ฯ เมื่อเดือนมิถุนายน ศกที่ผ่านมาว่า กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการทำแผนงานหรือวิธีปฏิบัติสำหรับลดความเสี่ยงศัตรูพืชในผลไม้ไทยทั้งหกชนิด ก่อนที่จะทำหนังสือถึงรัฐบาลสหรัฐฯ ขออนุญาตให้นำเข้าผลไม้ไทยใน The Federal Register (FR) ซึ่งเชื่อว่าน่าจะยื่นเรื่องได้สิ้นเดือนมิถุนายน 2005 และโดยปกติ การพิจารณาอนุญาตในเอฟอาร์ จะใช้เวลาประมาณหนึ่งปี จึงเชื่อว่าในราวเดือนมิถุนายน 2006 จะมีการนำเข้าผลไม้ไทยทั้งหกชนิดเข้าสหรัฐฯ ได้

 

ต่อเรื่องที่เป็นประเด็นคาใจของคนไทยในอเมริกาดังกล่าวนี้ นายสมศักดิ์ กูรมะโรหิต ได้กล่าวปราศรัยต่อหน้ากลุ่มพันธมิตรฯ ในลอส แอนเจลิสว่า อุปสรรคสำคัญที่สุดไม่ใช่อยู่ที่ทางการสหรัฐฯ แต่อยู่ที่นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ต้องการ “ส่วนแบ่ง” โดยไม่คำนึงว่าหากสามารถนำผลไม้เข้าสหรัฐฯ ได้ จะมีผลประโยชน์ในเรื่องรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาล และส่งผลประโยชน์ต่อเนื่องถึงเกษตรกรผู้ผลิตผลไม้ในประเทศไทยด้วย

 

"อันนี้ มันไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตัวของใครนะ มันเป็นประโยชน์ของประเทศชาติ ถ้าเราได้เพอร์มิทมานี่ เพอร์มิทอันนี้ไม่ใช่ของผม เป็นของคนไทยทั้งประเทศ ชาวไร่ชาวสวน จะเอาผลไม้หกชนิดเข้าอเมริกาได้ โดยผ่านกรรมวิธีและกฎข้อบังคับที่เขาวางเอาไว้ ผ่านการฉายรังสีจะอะไรก็แล้วแต่นะฮะ อันนี้ไม่ใช่ของผม ท่านตอบว่าไงรู้มั้ย ‘ไม่สนใจนะ’ ผมก็ว่าไม่สนใจได้ยังไง ‘ผมไม่อยากเอาตัวผมนี่ ไปเกี่ยวข้องกับการขายเครื่องของพวกคุณ’ ผมว่า ‘ขายเครื่องอะไร ผมไม่ใช่เจ้าของบริษัทชัวร์บีม ผมไม่ใช่เจ้าของบริษัทไอโซโทป ‘นั้นแหละ มันก็เหมือนเป็นนายหน้า คนอื่นจะจ้องหาว่าผมได้เปอร์เซ็นต์นะ’ แต่ผมมองหน้าเห็นมันอยากได้มาก น้ำลายมันจะไหลอยู่แล้ว ผมบอกว่าไม่ใช่อย่างนั้นนะคุณ เข้าใจมั้ย ‘ผมไม่สนใจคุณหล่ะ’ ผมลุกขึ้นชี้หน้ามันเลยฮะ ถ้าคนอย่างมึงเป็นรัฐมนตรีอยู่ ประเทศไทยไม่มีความเจริญ มีแต่เลียอย่างเดียว เลีย เลีย เพื่อหาทางไปเป็นรัฐมนตรี ผมคว้ากระเป๋าเดินออกไปเลย มันก็มองหน้าผมนะ หน้ามันแดงแจ๊ดเลยนะ ไม่มีใครเคยด่ามัน วันรุ่งขึ้น มันออกวิทยุด่าผม หาว่าผมจะมาหลอกชาวสวน” นายสมศักดิ์เล่า และว่าตนเคยอยู่ในวงการสื่อมวลชน มีเพื่อนวงการหลายคน รวมถึง “ซูม” ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ชื่อดังของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐด้วย

 

“ซูมเขียนลงไปในคอลัมน์ซอกแซกหน่อยเดียวเท่านั้น คุณเชื่อไหม มันวิ่งเลยนะ วิ่งมากราบซะที่โรงพิมพ์ แล้วให้ชวนหาผมไปกินข้าวมื้อหนึ่ง เขาก็โทรมาหาผมว่าจะไปไหม ผมกินไม่ได้ ผมจะอ๊วก ไปกินกับมัน ผมจะอ๊วก ดีไม่ดี ผมอาจจะเอาแก้วไวน์สาดหน้ามัน" นักธุรกิจชื่อดังของแอลเอกล่าว

 

นายสมศักดิ์กล่าวด้วยว่า จากประสบการณ์ในอาชีพสื่อมวลชนเมื่อ 34 ปีที่แล้ว ทำให้ตนรู้จักนักการเมืองเป็นจำนวนมาก “ผมจากมาแล้ว 34 ปี สันดานของนักการเมืองโดยเฉพาะในพรรคไทยรักไทยยังเหมือนเดิม ยังอยู่ในขุมนรกเหมือนเดิม มันไฮเทคขึ้นมา วิธีโกงของมันแนบเนียนกว่า คือมีชั้นสูงขึ้น แนบเนียนขึ้น จบนอร์ธเวสเทิร์นฯ หลายคนนี่ คือผมบอกว่า ทักษิณอยู่ไม่ได้ครับ ทานกระแสพวกเราไม่ได้" นายสมศักดิ์ กูรมะโรหิตกล่าวในที่สุด

w260ท่วมหนัก


สภาพน้ำท่วมอย่างหนักในเมืองฟินด์เล่ย์ รัฐโอไฮโอ้ ที่เกิดขึ้นหลังจากพายุฝน “อีริน” ได้กระหน่ำฝั่งมิดเวสต์ของอเมริกา สร้างความเสียหายในหลายรัฐ ส่วนในโอไฮโอ้นั้น สภาพฝนตกหนักทำให้แม่น้ำในโอไฮโอ้ล้นฝั่งเจิ่งนองท่วมพื้นที่เพาะปลูกและอาคารบ้านเรือนกว่าพันหลัง ถือว่าเป็นสภาพน้ำท่วมที่เลวร้ายที่สุดนับจากปี 1913 โดยข่าวเมื่อวันพฤหัสฯ ระบุว่ามีการอพยพผู้คนกว่าหนึ่งพันคนออกจากพื้นที่น้ำท่วม และนอกจากรัฐโอไฮโอ้แล้ว ความเสียหายจากพายุฝนอีรินเกิดขึ้นในหลายรัฐ เช่นเท็กซัส โอคลาโฮม่า และมิสซูรี่ รายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากพายุฝนครั้งนี้ล่าสุดอยู่ที่ 26 คน (เอพี)





เอกสารคำตัดสินของศาลซูพีเรียของรัฐแคลิฟอร์เนีย ในคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายระหว่างอดีตเจ้าอาวาสวัดไวสเลียกับเจ้าอาวาสวัดไทย และสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐฯ

พระมหาสุนทร สอนชัย

ศาลสั่งวัดไทยจ่าย20,000 ไม่ต้องคืนเงินค่าวัดไวสเลีย


แอลเอ (ไทยทาวน์ยูเอสเอนิวส์) : คดีแพ่งระหว่างมหาสุนทร สอนชัย อดีตเจ้าอาวาสวัดไวสเลีย เป็นโจทก์ฟ้องเจ้าอาวาสวัดไทยแอลเอ และสมัชชาสงฆ์ฯ ถึงจุดยุติ เมื่อผู้พิพากษาสั่งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายในข้อหาหมิ่นประมาท 20,000 ดอลลาร์ แต่ยกฟ้องอีกสามข้อหา อ้างหลักฐานไม่เพียงพอ รวมถึงการขอคืนเงิน 50,000 ดอลลาร์อันเป็นเงินส่วนแบ่งค่าขายวัดไวสเลียด้วย

คดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายระหว่างพระมหาสุนทร สอนชัย อดีตเจ้าอาวาสวัดไวสเลีย เป็นโจทก์ฟ้องร้องท่านเจ้าคุณพระราชธรรมวิเทศ หัวหน้าคณะสงฆ์วัดไทย ลอส แอนเจลิส และสมัชชาสงฆ์ไทยแห่งสหรัฐอเมริกา รวมห้าข้อหา เรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินสามแสนดอลลาร์ และเรียกร้องขอเงิน 50,000 ดอลลาร์ อันเป็นส่วนแบ่งจากการขายทอดตลาดวัดไวสเลียคืนจากสมัชชาสงฆ์ฯ โดยเป็นคดีเลขที่ บีซี 335057 ยื่นฟ้องตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2005 โดยเพิ่งมีการซักค้านพยานของทั้งสองฝ่าย รวมถึงแถลงปิดคดีโดยทนายความไปเมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา ตามที่ไทยทาวน์ฯ ได้นำเสนอมาเป็นระยะนั้น

ล่าสุด ศาลซูพีเรียของแคลิฟอร์เนีย ในลอส แอนเจลิส โดยผู้พิพากษา วิคเตอร์ อี ซานเชส ได้มีคำตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม ระบุว่า คำฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่ง ข้อหาที่หนึ่ง, สาม, สี่ และห้า นั้น โจทก์มีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ ส่วนข้อหาที่สอง คือ Slander หรือหมิ่นประมาทให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น ศาลเห็นเข้าข้างโจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 20,000 ดอลลาร์ โดยแต่ละฝ่ายจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงค่าทนายเอง และให้เวลาทั้งสองฝ่ายสิบวันเพื่อตอบรับหรือคัดค้านคำตัดสินของศาล

คำตัดสินดังกล่าว ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันของกลุ่มคนไทยในลอส แอนเจลิส อย่างมาก โดยบางฝ่ายมองว่าเป็นความพ่ายแพ้ของวัดไทยฯ ขณะที่บางฝ่ายมองว่าวัดไทยและสมัชชาสงฆ์ฯ คือผู้ชนะ เพราะการไม่ต้องคืนเงิน 50,000 ดอลลาร์ให้โจทก์ หมายความว่าศาลเห็นชอบกับการยึดเงินค่าขายวัดไวสเลีย ซึ่งเป็นวัดในสังกัดสมัชชาสงฆ์ฯ และมองว่าพฤติกรรมของอดีตเจ้าอาวาสวัดไวสเลีย ไม่โปร่งใส

แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดกับพระราชธรรมวิเทศ หัวหน้าคณะสงฆ์วัดไทยฯ กล่าวว่าแม้จะไม่พอใจนักที่ศาลเห็นว่าพระราชธรรมวิเทศดูหมิ่นพระมหาสุนทร สอนชัย และต้องรับผิดชอบโดยจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 20,000 ดอลลาร์ เพราะท่านเจ้าคุณฯ พูดความจริงทุกอย่าง แต่การที่ศาลไม่รับฟังข้อหาอื่นๆ ก็เท่ากับการพิสูจน์ได้ว่าวัดไทยฯ และสมัชชาสงฆ์ฯ ทำถูกต้องมาตั้งแต่ต้น

“เรื่องที่ต้องจ่ายให้เขา 20,000 เหรียญนี่ บอกตรงๆ ว่ารู้สึกผิดหวังเหมือนกันว่าทำไมศาลถึงตัดสินแบบนี้ การออกข่าวหนังสือพิมพ์หรือให้สัมภาษณ์ไอพีทีวีก็ดี ท่านพูดเรื่องจริงทั้งนั้น ทำไมต้องโดนแบบนี้ เพราะจริงๆ แล้วเงินก้อนนี้จะต้องฝากไว้ที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งที่เขามีอยู่แล้ว ถ้าท่านสุนทรจะไปสร้างวัดก็มาเบิกไป ไม่ใช่แอบไปจดทะเบียนตั้งวัดขึ้นมาเอาเงินก้อนนี้ไปโดยไม่มีใครรู้เห็น เบิกจ่ายคนเดียวได้แบบนั้น แบบนี้จะให้มองยังไง” แหล่งข่าวกล่าว

เมื่อถามว่าวัดไทยฯ หรือสมัชชาสงฆ์ฯ จะคัดค้านคำตัดสินของศาลหรือไม่ แหล่งข่าวกล่าวว่ากำลังปรึกษากันอยู่ในหมู่กรรมการวัดฯ และทนายความ

“แต่ที่อยากจะเรียนให้ทุกท่านทราบก็คือว่า เรื่องทั้งหมดเราทำเพื่อสมัชชาสงฆ์ฯ ทำเพื่อศาสนา ไม่เคยคิดเป็นอื่น ไม่ใช่ทำเพื่อเงิน งานนี้วัดไทยฯ โดนฟ้อง เรียกค่าเสียหายตั้ง 2-3 แสน เราก็ต้องสู้ และที่ผ่านมาก็พยายามหลีกเลี่ยงมากที่สุดแล้ว ก่อนขึ้นศาลสักอาทิตย์หนึ่งก็บอกเขาว่า ถ้าจะเอา 50,000 ก็เอาไป ทั้งที่เรามั่นใจว่าชนะแน่ แต่ไม่อยากขึ้นศาลให้เสียภาพพจน์ เขาไม่เอา จะเอาเพิ่มเป็นสามแสนด้วยซ้ำ” แหล่งข่าวจากวัดไทยฯ กล่าว

ด้านแหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดกับพระมหาสุนทร สอนชัย กล่าวกับไทยทาวน์ฯ โดยอ้างคำกล่าวของทนายความ เจมส์ ที สเตร้าท์ ว่า คำตัดสินของศาลดังกล่าว ถือว่ายังไม่เป็นที่สิ้นสุด

“เป็นเพียงคำสั่งเบื้องต้น เราฟ้องไปห้าข้อหา ศาลบอกว่าข้อหนึ่ง สาม สี่และห้ายังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ ไม่ได้แปลว่าตัดสินเข้าข้างใครไปแล้ว ที่ตัดสินมีเพียงข้อเดียวคือ slander หรือทำให้เสียชื่อเสียง ซึ่งศาลเห็นว่าท่านเจ้าคุณฯ ทำเกินไป และต้องจ่ายค่าเสียหายให้ท่านสุนทรสองหมื่นเหรียญ ทนายบอกว่ายังไม่เห็นรายละเอียด จะต้องรออาทิตย์หน้า ถึงจะทราบว่าอะไรเป็นอะไร”

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ทนายความของพระมหาสุนทร สอนชัย ยังคงมีความหวังว่าพระมหาสุนทร จะได้รับความยุติธรรมมากกว่านี้ ทั้งในเรื่องของการขอเงิน 50,000 ดอลลาร์คืนจากสมัชชาสงฆ์ฯ เพราะเงินดังกล่าว ศาลเมืองไวสเลียสั่งจ่ายวัดพุทธานุภาพ ซึ่งพระมหาสุนทรเป็นประธาน หรือ President อยู่ และมีคำสั่งกำกับมาว่าจะต้องตั้งวัดพุทธานุภาพภายในสามปี หากครบกำหนดแล้วไม่มีการสร้างวัดฯ อาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นได้

แต่อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวกล่าวว่าการที่ศาลสั่งให้จำเลยจ่ายชดเชยความเสียหายให้พระมหาสุนทร เป็นเงิน 20,000 ดอลลาร์ คือชัยชนะที่น่าพอใจ

“เราเรียกไปหนึ่งแสน ถึงจะได้มาแค่สองหมื่นก็เท่ากับการประกาศว่าเราชนะ แต่ทนายบอกว่าเราน่าจะได้มากกว่านั้น เพราะอย่าลืมว่าท่านอยู่ด้วยความแร้นแค้น ยากลำบากมาสองปี เสียหายเยอะแยะ”

เมื่อถามว่าจะมีการอุทธรณ์ หรือดำเนินการใดๆ ต่อไปหรือไม่ แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดกับพระมหาสุนทรกล่าวว่า กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา

“เห็นข่าวบอกว่า ทางวัดไทยเตรียมเงินสองหมื่นให้มหาสุนทรแล้ว จะไม่อุทธรณ์อไรทั้งสิ้น ก็เป็นทางออกที่ดี จะได้ไม่ต้องวุ่นวายกันอีก” แหล่งข่าวกล่าวในที่สุด.

 

ศึกผ้าเหลืองวัดไทยใกล้จบ เชื่อศาลตัดสินอีก2สัปดาห์

แฉอดีตเจ้าอาวาสวัดไวสเลีย เม้มเงินขายวัดห้าหมื่นดอลฯ

 

 



 
 
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม
ที่มา : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์







พระราชธรรมวิเทศ หัวหน้าคณะสงฆ์วัดไทย แอลเอ

พระมหาสุนทร สอนชัย อดีตเจ้าอาวาสวัดไวสเลีย

ภาพเหตุการณ์ระหว่างที่พระมหาสุนทร สอนชัย มอบเช็คส่วนแบ่งขายวัดไวสเลียจำนวน 50,000 ดอลลาร์ ให้พระราชธรรมวิเทศ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2005 ณ กุฏิ 8 วัดไทยแอลเอ

ศึกผ้าเหลืองวัดไทยใกล้จบ เชื่อศาลตัดสินอีก2สัปดาห์


แอลเอ (ไทยทาวน์ยูเอสเอนิวส์) : การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายระหว่าง “พระมหาสุนทร สอนชัย” อดีตเจ้าอาวาสวัดไวสเลีย กับสมัชชาสงฆ์ไทยฯ และท่านเจ้าคุณพระราชธรรมวิเทศฯ เจ้าอาวาสวัดไทยฯ ที่ยืดเยื้อมากว่าสองปี ใกล้ถึงจุดยุติแล้ว หลังจากที่ทนายของทั้งสองฝ่ายใช้เวลาสามวันในการซักค้านพยาน เชื่อผู้พิพากษาจะนัดฟังคำตัดสินภายในสองสัปดาห์นี้

ความคืบหน้าของคดีแพ่งระหว่างพระมหาสุนทร สอนชัย อดีตเจ้าอาวาสวัดไวสเลีย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา และพระราชธรรมวิเทศ รองประธานสมัชชาสงฆ์ไทยแห่งสหรัฐอเมริกา และหัวหน้าคณะสงฆ์วัดไทย ลอส แอนเจลิส เรียกร้องให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับจากการขายวัดไวสเลีย 50,000 ดอลลาร์ และฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานหมิ่นประมาทให้เสื่อมเสียชื่อเสียง และเป็นการทำร้ายทางอารมณ์ (Emotional distress) เป็นเงินอีก 200,000 ดอลลาร์ และต่อมาทางทนายความเดวิด คริสเตียนสัน ซึ่งเป็นทนายความของวัดไทยฯ ได้ฟ้องกลับพระมหาสุนทรเป็นเงิน 2.5 ล้านดอลลาร์ ฐานทำให้วัดไทยฯ เสื่อมเสียศรัทธาจากศาสนิกชน ทำให้มีผู้เข้าวัดน้อยลง อันเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2005 นั้น

ล่าสุด ศาลซูพีเรียของลอส แอนเจลิส ในดาวน์ทาวน์ แอลเอ โดยผู้พิพากษา วิคเตอร์ ชาเวซ ได้นัดสืบพยานในคดีนี้ โดยมีการเรียกพยานของทั้งฝ่ายเข้าให้การกว่าสิบคน และใช้เวลาในการซักค้านพยานของทั้งสองฝ่ายถึงสามวัน คือระหว่างวันที่ 20-22 สิงหาคม ก่อนจะมีการกล่าวปิดคดีในวันที่ 23 สิงหาคม โดยทนายความฝ่ายโจทก์ เจมส์ สเตราท์ และทนายจำเลย เดวิด คริสเตียนสัน โดยคดีนี้เป็นคดีที่ไม่มีลูกขุน การตัดสินคดีขึ้นอยู่กับผู้พิพากษาเพียงคนเดียว และเชื่อว่าผู้พิพากษา วิคเตอร์ ชาเวซ จะนัดฟังคำตัดสินภายใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้านี้

แหล่งข่าวของฝ่ายพระมหาสุนทร สอนชัย ซึ่งร่วมฟังการพิจารณาคดีในศาล กล่าวถึงประเด็นที่น่าสนใจของการพิจารณาครั้งนี้ว่า โจทก์ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านเทปบันทึกเสียง เพื่อพิสูจน์เทปบันทึกเสียงเหตุการณ์ระหว่างวันที่ 21-23 มีนาคม 2004 ที่พระมหาสุนทรถูกซักฟอกพระราชธรรมวิเทศ กรรมการบริหารวัดฯ และผู้เกี่ยวข้องอีกบางส่วน โดยผู้เชี่ยวชาญให้การในศาลว่า เทปความยาว 19 นาทีของวัดไทยฯ ซึ่งพระไชยา ปริปุณโณ เป็นผู้บันทึก และเสนอให้เป็นหลักฐานในศาลนั้น ถูกตัดต่อข้อความถึง 7 ครั้ง จึงไม่มีถ้อยคำที่ข่มขู่พระมหาสุนทรปรากฏอยู่ ทำให้เทปบันทึกเสียงดังกล่าวกลายเป็นหลักฐานเท็จ ขณะที่เทปซึ่งพระมหาสุนทรเป็นผู้อัดเอง มีความยาว 46 นาที ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าไม่มีการตัดต่อนั้น กลายเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีการข่มขู่บังคับให้พระมหาสุนทร สอนชัย คืนเงินจำนวน 50,000 ดอลลาร์จริงๆ ไม่ใช่เป็นการมอบถวายให้สมัชชาสงฆ์ฯ ตามที่ทางจำเลยระบุ

“มีเสียงการข่มขู่กันหลายคำพูด เช่นจะจับสึก จะยึดพาสปอร์ต จะแจ้งไออาร์เอส มีคำพูดหลายๆ คำที่เป็นการข่มขู่ให้ไปถอนเงินมาให้ ถึงเวลาขึ้นศาลได้เปิดเทปกันหลายๆ ครั้ง ทำให้ทางศาลเห็นชัดว่ามีการข่มขู่จริง ไม่ใช่เป็นการ donation อย่างที่สมัชชาฯ หรือพระธรรมวิเทศ ฟ้องกลับ” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวซึ่งใกล้ชิดกับพระมหาสุนทรกล่าวอีกว่า การที่พระมหาสุนทรต้องฟ้องร้องเรียกเงินคืนนั้น เป็นเพราะคดีเกี่ยวกับวัดไวสเลีย ยังไม่ปิดจนกว่าเงินจำนวน 50,000 ดอลลาร์จะถูกนำไปสร้างวัดใหม่ และนำหลักฐานไปพิสูจน์ให้ศาลเห็นภายในเวลาสามปี โดยที่ไม่สามารถนำเงินดังกล่าวไปใช้ส่วนตัว หรือมอบให้ใครได้ และพระมหาสุนทรยังมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างวัดพุทธานุภาพให้สำเร็จตามที่ตั้งใจเอาไว้

“ส่วนค่าเสียหายอีกสองแสนนั้น อย่างแรกเพราะทำให้ท่านเสียชื่อเสียง ต้องอับอายอย่างมาก ท่านเจ้าคุณฯ ได้แจ้งเป็นหนังสือไปทางต้นสังกัดทางเมืองไทยว่าท่านไปโกหกศาลมา ว่าท่านโกงต่างๆ นานา ลงหนังสือพิมพ์ ให้สัมภาษณ์ไอพีทีวีว่าโกง ว่าเอาเข้าพกเข้าห่อ มีผู้หญิงไปรออยู่ที่เมืองไทย ทั้งๆ ที่เงินก็ยังอยู่ในแบงก์ครบทุกบาททุกสตางค์ และอีกส่วนมาจากการที่ท่านต้องเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ ต้องอับอาย ต้องระเหเร่ร่อนไม่มีวัดอยู่ เพราะไม่มีวัดไหนกล้ารับ กลัวจะผิดใจกับรองประธานสมัชชาสงฆ์ฯ ต้องไปพักอยู่กับญาติโยมที่เขาสงสาร ไปปฏิบัติศาสนกิจที่วัดไทยก็ไม่ได้ เพราะท่านขู่เอาไว้ว่าถ้าเจอจะจับสึก”

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ตนถือว่าเป็นความผิดพลาดของสมัชชาสงฆ์ไทยฯ และวัดไทยฯ เพราะเป็นสถาบันใหญ่ ไม่ควรปล่อยให้เกิดเรื่องถึงโรงถึงศาล เพราะเสียหายกับพระพุทธศาสนาโดยภาพรวม

“มีเรื่องก็น่าจะพยายามรอมชอมกัน อย่าให้เรื่องถึงศาล เพราะสมัชชากับวัดเป็นองค์กรใหญ่ เสียหายแล้วเสียหายเลย เงินแค่ห้าหมื่น พระกับพระมาซัดกันบนศาลมันน่าดูที่ไหน มีเรื่องแบบนี้ไม่ได้ น่าจะหาคนมาตกลงรอมชอมกันให้ได้ก่อนขึ้นศาล” แหล่งข่าวกล่าว

ด้านแหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดกับพระราชธรรมวิเทศ หัวหน้าคณะสงฆ์วัดไทยฯ ซึ่งร่วมฟังการพิจารณาคดีตลอดทั้งสี่วันเช่นกันได้กล่าวกับไทยทาวน์ฯ ว่าการฟ้องร้องที่เกิดขึ้นแยกเป็นสองส่วน คือส่วนแรกเป็นการฟ้องร้องระหว่างพระมหาสุนทร สอนชัย กับท่านเจ้าคุณพระราชธรรมวิเทศ ข้อหาข่มขู่กรรโชก และหมิ่นประมาทให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ส่วนที่สองคือการฟ้องร้องระหว่างวัดพุทธานุภาพกับสมัชชาสงฆ์ไทยแห่งสหรัฐอเมริกา เรียกร้องเงินจำนวน 50,000 ดอลลาร์คืน

“พยานของฝ่ายเขาก็มีหลายคน แต่ส่วนใหญ่ก็มาให้การในทำนองว่าได้ยินเขาว่ากันอย่างนั้นอย่างนี้ ได้ยินมีคนบอกว่าพระสุนทรไม่สบาย ปวดหัวตัวร้อน กินไม่ได้นอนไม่หลับอะไรก็แล้วแต่ ไม่รู้ศาลจะฟังหรือเปล่านะ แต่เรายังไม่อยากจะเดานะว่าผลการตัดสินของผู้พิพากษาจะเป็นอย่างไร แต่น่าจะชนะ หรือไม่ก็สั่งให้รอมชอมกันอีก” แหล่งข่าวกล่าว

ส่วนกรณีที่โจทก์กล่าวว่าถูกข่มขู่ให้มอบเงินจำนวน 50,000 ดอลลาร์แก่สมัชชาสงฆ์ฯ โดยไม่ยินยอมนั้น แหล่งข่าวจากวัดไทยฯ กล่าวว่าไม่เป็นความจริง “คุณดูรูปที่ลงหนังสือพิมพ์แล้วกัน ยิ้มแฉ่งเชียว ถ้าคุณถูกขู่ เวลาไปแบงก์นี่ บอกพนักงานเขาก็ได้ อยู่ในแบงก์ตั้งนาน ออกมาแล้วมามอบกันที่กุฏิ 8 น่ะ ถ่ายรูปออกมายิ้มแฉ่งเลย ขู่อะไรกัน แล้วที่คุณพีท (เพิ่มแสงงาม แอลเอพีดี) เอาจดหมายเชิญออกจากวัดไปให้เขา เขาก็ยอมเซ็นอย่างดี เอาจดหมายให้วันที่ 23 ออกจากวัดวันที่ 25 ไม่ได้ข่มขู่อะไรทั้งนั้น”

เมื่อถามถึงพระราชธรรมวิเทศ หัวหน้าคณะสงฆ์วัดไทยฯ ว่ามีความรู้สึกอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด แหล่งข่าวกล่าวว่า ท่านก็เหมือนเดิม คือเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ท่านกระทำนั้นถูกต้องเหมาะสมแล้ว

“ท่านคิดว่าก็ในเมื่อท่านเป็นหัวหน้าสงฆ์ เป็นรองประธานสมัชชาฯ คนในปกครองจะทำอะไรก็ควรบอกกล่าวท่าน กรณีท่านมหาสุนทร ช่วงที่เกิดเรื่องกันอยู่ที่วัดไวสเลียท่านเจ้าคุณก็ให้มาอยู่ที่วัดไทยฯ ศาลตัดสินเงินมาตั้งแต่ 6 ธันวาคมแล้ว เราเพิ่งมารู้วันที่ 20 มีนาคม คิดดูแล้วกัน ระหว่างนั้นท่านเจ้าคุณฯ ก็ถามแล้วถามอีกก็บ่ายเบี่ยงตลอด แอบเอากุฏิห้าของวัดไปจดทะเบียนตั้งวัดพุทธานุภาพตั้งนานแล้ว ถึงรู้กัน น่าโมโหไหม วัดน่ะเป็นของสาธารณะ วัดไวสเลียก็เป็นเงินญาติโยมไปซื้อมา อยู่ๆ จะตั้งตัวเองเป็นเจ้าอาวาส ตั้งวัดขึ้นมา เป็นประธานบอร์ด เซ็นชื่อได้คนเดียว เบิกเงินห้าหมื่นออกมาได้คนเดียว จะมองว่ายังไงล่ะ”

เมื่อถามว่ามีความพยายามที่จะรอมชอมเพื่อยุติความขัดแย้งก่อนที่เรื่องจะถึงศาลหรือไม่ แหล่งข่าวจากวัดไทยฯ กล่าวว่าพยายามแล้ว แต่ไม่สามารถรอมชอมกันได้

“เขายืนกรานจะเอาเงินสองแสนน่ะ จะไปออมชอมได้ยังไง ไปคุยกับเขาเรียบร้อยแล้ว ไม่ยอมฟังอะไรเลย นี่ขึ้นศาลเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะเอาสามแสนแล้ว แบบนี้จะไปออมชอมยังไง แถมยังจะต้องให้ท่านสุนทรกลับมาอยู่วัดไทยฯ ให้เขียนจดหมายแจ้งทุกวัดด้วยว่าท่านสุนทรไม่เคยทำอะไรผิด จะออมชอมยังไง พยายามแล้ว ใครอยากจะขึ้นศาลบ้าง แต่คนจะเอามันก็จะเอาน่ะ ทนายความน่ะ มันจะเอาส่วนแบ่ง เรามองกันว่าพวกเราเป็นเหยื่อของทนาย สู้กันไปสู้กันมาเงินหมดทั้งคู่ ทนายรวย” แหล่งข่าวกล่าว และว่าทนายความของวัดไทย คือเดวิด คริสเตียนสัน นั้น เป็นทนายความที่มีจิตศรัทธาและช่วยเหลือวัดมาโดยตลอด คดีนี้จึงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรนอกจากค่าเอกสารและค่าธรรมเนียมที่จำเป็นเท่านั้น

“วันเสาร์ เวลา 10 โมง ทางวัดไทยฯ จะทำบุญสวดชัยมงคลคาถา ให้คุณเดวิด คริสเตียนสัน เนื่องจากเขาจะรีไทร์ เขารับคดีนี้เป็นคดีสุดท้าย” แหล่งข่าวกล่าว

ทั้งนี้ เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างชุมชนลาวและไทยในเมืองไวสเลีย ซึ่งอยู่ห่างจาก ลอส แอนเจลิสไปทางเหนือประมาณ 180 ไมล์ จนลุกลามถึงชั้นศาลในราวกลางปี 2002 เป็นเหตุให้ต้องมีการขายวัดให้กับชาวลาว โดยในช่วงที่เรื่องราวความขัดแย้งอยู่ในความดูแลของศาลนั้น พระมหาสุนทร สอนชัย ได้มาพักอยู่ที่กุฏิห้า ของวัดไทยลอส แอนเจลิส และต่อมาศาลได้สั่งให้มหาสุนทร จัดตั้งองค์กรไม่หวังผลกำไรขึ้นมาเพื่อรองรับเงินที่ได้จากการขายวัดเป็นจำนวน 50,000 ดอลลาร์ และต่อมา มหาสุนทรฯ ได้ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งวัดพุทธานุภาพขึ้นมารองรับเงินก้อนดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2004 โดยใช้กุฏิห้าของวัดไทย ลอส แอนเจลิส เลขที่ 8255 Van Noord Ave., N. Hollywood CA 91605 เป็นสถานที่ตั้ง โดยไม่ได้แจ้งให้กับพระราชธรรมวิเทศ หัวหน้าคณะสงฆ์วัดไทยฯ หรือกรรมการบริหารวัดฯ ทราบ

กระทั่งถึงวันที่ 4 เมษายน 2004 พระราชธรรมวิเทศฯ และคณะกรรมการบริหารวัดไทยฯ จึงทราบเรื่องการจดทะเบียนจัดตั้งวัดใหม่ จึงมีการสอบสวน และลงเอยด้วยการขอให้มหาสุนทรเบิกเงินในบัญชีของวัดพุทธานุภาพมามอบให้กับสมัชชาสงฆ์ และนิมนต์ออกจากวัดไทยฯ และไม่นานหลังจากนั้น ทนายความของมหาสุนทรได้ติดต่อขอเงินคืน และขอให้ทางวัดไทยฯ โดยพระราชธรรมวิเทศ ทำหนังสือรับรองมหาสุนทรว่าไม่มีพฤติกรรมเสียหายใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อทางวัดไทยฯ และสมัชชาสงฆ์ฯ ไม่ยอมคืนเงิน และปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของพระมหาสุนทร จึงเกิดการฟ้องร้องกันขึ้นตามข่าว.

 



 
 
นำเสนอข่าวโดย : ภาณุพล รักแต่งาม
ที่มา : ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์


จีนเตือนผู้บริโภคให้ระวังถั่วเหลืองคุณภาพต่ำจากสหรัฐฯ

 

หลังจากที่มีข่าวสินค้าคุณภาพต่ำจากจีนในประเทศสหรัฐฯ ต่อเนื่องมาตลอดทั้งเดือน ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม สำนักงานตรวจสอบและควบคุมคุณภาพสินค้าของทางการจีนแจ้งเตือนผู้บริโภคในประเทศจีน ให้ระวังการบริโภคถั่วเหลืองที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ภายหลังที่มีการตรวจสอบพบว่าสินค้าจำนวนมากมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานที่ทางการจีนกำหนด นอกจากนี้ ยังพบการปนเปื้อนจากยาฆ่าแมลงและวัชพืชที่สำนักงานอาหารและยาของจีนระบุว่าอาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อผู้บริโภคได้

ในการนี้ ทางการจีนระบุว่าจะเข้มงวดในการใช้มาตรการตรวจสอบถั่วเหลืองที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ให้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งโต้กลับสหรัฐฯ ว่ามีช่องโหว่ในกระบวนการผลิต การเก็บเกี่ยว การขนส่ง และการตรวจสอบสินค้าก่อนการส่งออกดังที่สหรัฐฯ ได้กล่าวหาจีนเช่นกัน.





























<<Back    Go to Miscellanous


views[5261]    

All contents
องค์กรช่วยเหลือสังคม ACORN
อพยพชาวซานดิเอโก้ครั้งใหญ่
14 ตุลารำลึก
ชมเรือนหอ 40 ล้าน ‘บอล’รับขวัญ ‘นาตาลี’
เที่ยวบินมรณะ ตายกว่า88 !!
ลือสะพัด "ทนายนพดล" สละโสด "อ้อเล็ก"?
เหยื่อกาม’ธีรพล’เปิดใจ ขอให้เขาทุกข์เหมือนฉัน
ยามเฝ้าแผ่นดิน
ผลสำรวจโดยรัฐบาลระบุเด็กเอเชียฉลาด และประสบความสำเร็จในการเรียนสูงกว่าชาติอื่น
เมืองนิวเฮฟเว่นสวนกระแส ออก”ไอดีโรบินฮูด”ให้ชาวเมือง
กฎหมายหย่าร้าง
“ดรีมแอ็กท์-ช่วยเด็กต่างชาติให้ได้รับสถานภาพที่ถูกกฎหมาย”
ทำใบเขียวคนครัวภายในหนึ่งปี
‘บุช’ยังดันกฎหมายอิมมิเกรชั่นสุดฤทธิ์
ปรับราคาใบเขียวและเปลี่ยนสัญชาติ
*ร่างกฎหมายปฏิรูปอิมมิเกรชั่น*
ประกาศแล้ว!! วีซ่าบูเลทินเดือน “มิถุนายน”
เส้นตายของการยื่นวีซ่า H-1B สำหรับปี 2007 - 2008
การรักษาสถานะกรีนการ์ด* (Maintaining Status as a Green Card Holder)
โอกาสรอบสองของ”โรบินฮูด”


Tell your friend   Make us your Homepage
  Home  | Today News | Web-Board | Sponsor | News | Menu Links | Miscellanous



thaibusinesscenter.net
Copyright (C) 2000-2006 All Rights Reserved