LOS ANGELES (Reuters) - Michael Jackson, the child star turned King of Pop who set the world dancing but whose musical genius was overshadowed by a bizarre lifestyle and sex scandals, died on Thursday. He was 50.
Jackson was pronounced dead after arriving at a Los Angeles hospital in full cardiac arrest, Los Angeles coroner Fred Corral said. The cause of death was not known and an autopsy would likely take place on Friday, he said.
Jackson's sudden death had been reported earlier by U.S. media including the Los Angeles Times and the TMZ entertainment website, which said he was taken ill at his home and rushed to the hospital by paramedics who found him not breathing when they arrived.
Known as the "King of Pop," for hits that included "Thriller" and "Billie Jean," Jackson's dramatic, one-gloved stage presence and innovative dance moves were imitated by legions of fans around the world.
His lifetime record sales tally is believed to be around 750 million, which, added to the 13 Grammy Awards he received, made him one of the most successful entertainers of all time.
But Jackson's belief that "I am Peter Pan in my heart", his preference for the company of children, his friendship with a chimp, his high-pitched voice and numerous plastic surgeries also earned him critics and the nickname "Wacko Jacko."
Jackson, who had lived as a virtual recluse since his acquittal in 2005 on charges of child molestation, had been scheduled to launch a comeback tour from London next month.
Quincy Jones, who helped arrange the music on the album "Thriller" and produced the "Off the Wall" album, told MSNBC: "I am absolutely devastated at this tragic and unexpected news."
"For Michael to be taken away from us so suddenly at such a young age, I just don't have the words. I've lost my little brother today, and part of my soul has gone with him."
PARAMEDICS UNABLE TO REVIVE SINGER
TMZ said on its website that Jackson suffered a cardiac arrest on Thursday afternoon at his Holmby Hills home and paramedics were unable to revive him. "We're told when paramedics arrived Jackson had no pulse and they never got a pulse back," the site said.
The Los Angeles Times said paramedics performed cardiopulmonary resuscitation at the singer's home before taking him to the UCLA Medical Center hospital.
Jackson had been due to start a series of concerts in London on July 13 running until March 2010. The singer had been rehearsing in the Los Angeles area for the past two months.
The shows for the 50 London concerts sold out within minutes of going on sale in March.
There were concerns about Jackson's health in recent years but the promoters of the London shows, AEG Live, said in March that Jackson had passed a 4-1/2 hour physical examination with independent doctors.
Outside the hospital in Los Angeles about 200 fans and reporters gathered on Thursday, waiting for confirmation of Jackson's death or condition.
Some fans were crying and hugging each other, and others were climbing atop fences to get a better look at a microphone stand where a news conference was supposed to take place.
"I hope he's gone to God, and I hope that he's free of all the troubles he's been plagued with," Tonya Blazer, 50, who said she had been a fan going back more than four decades to his days as a child star.
"I just feel like I'm paying tribute to him," said Dawn Burgess, 42, a fan who said she had posters of Michael pinned to her bedroom wall when she was a child.
CHILD STAR TO MEGASTAR
Jackson was born on August 29, 1958, in Gary, Indiana, the seventh of nine children. Five Jackson boys -- Jackie, Tito, Jermaine, Marlon and Michael -- first performed together at a talent show when Michael was 6. They walked off with first prize and went on to become a best-selling band, The Jackson Five, and then The Jackson 5.
Jackson made his first solo album in 1972, and released "Thriller" in 1982, which became a smash hit that yielded seven top-10 singles. The album sold 21 million copies in the United States and at least 27 million worldwide.
The next year, he unveiled his signature "moonwalk" dance move while performing "Billie Jean" during an NBC special.
In 1994, Jackson married Elvis Presley's only child, Lisa Marie, but the marriage ended in divorce in 1996. Jackson married Debbie Rowe the same year and had two children, before splitting in 1999. The couple never lived together.
Jackson has three children named Prince Michael I, Paris Michael and Prince Michael II, known for his brief public appearance when his father held him over the railing of a hotel balcony, causing widespread criticism.
New Yorkers and tourists in the city's Times Square were shocked at the news of Jackson's death.
"I don't know what to say. It's sad, it's really, really sad," said Nicole Smith, an 18-year-old student from Brooklyn, New York, in Times Square. "My mother was a fan. I listened to his music."
"I'm shocked. I thought someone was lying to me when I first heard it. I was a fan from when he was a little boy and then he got weird," said Sue Sheider, 51, a teacher from Long Island.
(Additional Reporting by Jill Serjeant in Los Angeles and Michelle Nichols in New York; Writing by Frances Kerry, Editing by Jackie Frank)
DREAM Act - ฝันเป็นจริง
คงจำกันได้เรื่อง the DREAM Act ร่างกฎหมายที่เสนอให้เด็กๆลูกของโรบินฮู้ดหรือ undocumented immigrants ที่เดินทางมาอยู่ในสหรัฐก่อนอายุ 16 ปี สามารถเข้าเรียนต่อจนจบไฮสคูล,เข้าเรียนต่อคอลเลจหรือเข้าไปทำงานในกองทัพ ก่อนที่จะผ่านขั้นตอนไปสู่การเป็นพลเมืองอเมริกันได้ เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิ.ย.ที่เมืองเอล อมนเต้ ดร.จูดี้ ชู Board of Equalization ซึ่งกำลังลงสมัครส.ส.เขต 32 รัฐแคลิฟอร์เนียเพื่อไปสู่สภาคองเกรส ร่วมกับสามีของเธอคือ ไมค์ เอ็ง ส.ส.รัฐแคลิฟอร์เนีย (Assemblyman ,D-El Monte) ร่วมกันผลักดันให้ฝันนี้เป็นจริงขึ้นมาเพราะไม่เพียงแต่ลูกของโรบินฮู้ดลาติโนจะได้รับสิทธิเท่านั้น ลูกของชาวเอเชียก็จะได้รับเช่นกัน
ถ้าร่างกฎหมาย DREAM Act ผ่านเป็นกฎหมายขึ้นมาบรรดานักศึกษาที่อยู่อย่างผิดกฎหมายหลายหมื่นคนจะกลายเป็นผู้อยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมายในสหรัฐ เฉพาะที่รัฐแคลิฟอร์เนียมีประมาณ 25,000 คนที่เรียนจบไฮสคูลทุกปี เด็กเหล่านี้ยังเป็นผู้อยู่อย่างผิดกฎหมาย ครั้นอยู่อย่างถูกกฎหมายแล้วก็จะได้รับหมายเลขโซเชี่ยล เซเคียวริตี้เพื่อนำไปสู่การขอความช่วยเหลือทางการเงินนำมาเรียนต่อในระดับคอลเลจ รวมทั้งจะผ่านการไปสู่เป็นพลเมืองอเมริกันอีกด้วย
หากยังไม่มีหมายเลขโซเชี่ยลก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือทางการเงิน หรือถ้าอยู่อย่างผิดกฎหมายแม้จะเรียนจบคอลเลจก็ทำงานไม่ได้ยกเว้นจะขอวีซ่าเพื่อการทำงานเท่านั้น
แองเจลิก้า ซาลาส ผู้อำนวยการกลุ่ม the Coalition for Human Immigrant Rights of Los Angeles เปิดเผยว่ามีนักเรียนไฮสคูลในเขต San Gabriel Valley อาทิเช่นTemple City, Arcadia, Pasadena และ John Muir เรียนจบปีละหลายร้อยคนแต่คนเหล่านี้ไม่อาจขอทุนได้ ส่วนใหญ่พวกเขาเป็นลูกของภารโรง,คนงานในไร่เกษตรหรือพ่อแม่ขายของริมถนน ดังนั้นการจะได้ทุนเรียนคอลเลจพวกเขาจะต้องต่อสู้อย่างหนัก
เรื่องนี้มีตัวอย่างเช่น นักศึกษาคนหนึ่งเรียนอยู่ Cal Poly Pomona เกิดในเม็กซิโกและอพยพมาอยู่สหรัฐเมื่ออายุได้ 7 ปี ต้องอาศัยอยู่ในรถ เพราะค่าเช่าแพงมากเขาไม่อาจเช่าได้ต้องนอนในรถทำงานทุกอย่างเท่าที่จะหาได้หรือมีเวลา รับจ้างเก็บผลไม้และรับจ้างทำงานด้านช่าง ปัจจุบันอายุ 26 ปี เรียนวิศวกรรมเครื่องยนต์ เขาก็หวังว่าDREAM Act จะกลายเป็นจริงขึ้นมาก่อนเรียนจบ
สำหรับThe Dream Act ถูกเสนอขึ้นมาครั้งแรกในปี 2001 ต่อมาปี 2006 ใกล้จะผ่านความเป็นจริงแล้วแต่ทว่าร่างกฎหมายนี้ถูกนำเข้ามารวมกับกฎหมายปฏิรูปการเข้าเมือง เป็นเหตุให้ต้องชะงักไปพร้อมกัน ในปีนี้ทุกคนมีความหวังว่าจะไม่นำร่างกฎหมายนี้ไปผนวกเข้ากับร่างกฎหมายอื่น อีกทั้งประธานาธิบดีบารัค โอบา พูดออกมาเป็นภาษาสแปนิชว่า
Piol n por la Ma ana หรือเขาสนับสนุน DREAM Act 100 %
แน่นอนว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ก็มีกลุ่มคัดค้านเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มพลเมืองอเมริกันต่อต้านผู้อพยพเพราะเขาเกรงว่าหากร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านจะทำให้ผู้อยู่อย่างผิดกฎหมายในสหรัฐประมาณ 15 ล้านคนมีโอกาสได้รับสิทธิลงคะแนนเสียง ซึ่งคนเหล่านี้ก็จะไม่คัดค้านด้านผู้อพยพรวมทั้งไม่สนับสนุนการใช้กฎหมายตามชายแดนอีกด้วย.....อ่านต่อ
อสังหา..น่ารู้อาทิตย์นี้ลงรายละเอียดเรื่องกรีนการ์ดจากการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ต้องทำอย่างไร จึงจะได้ เรื่องของการยื่นขอ EB-5วีซ่า เป็นทางที่ง่ายที่สุดที่คนจะได้วีซ่าจากการลงทุนในอเมริกา วีซ่าแบบนี้ไม่ต้องบังคับให้เราต้องไปบริหารงานวันต่อวัน เช่นการไปเปิดร้านอาหาร หรือธุรกิจอะไรก็ตาม ที่ต้องมาบริหารงานเอง ซึ่งบางครั้งผู้ขออาจต้องเสียเวลา ขาดทุนจากการดำเนินการ มิหนำซ้ำ พอเลิกกิจการวีซ่าลงทุนก็ถูกยกเลิกไปด้วยEB 5 วีซ่า อาจจะเป็นการลงทุนในธุรกิจที่มีอยู่แล้ว หรือสร้างธุรกิจใหม่ ซึ่งเรียกว่า Regional Center และในธุรกิจเดียวกันอาจจะมีนักลงทุนหลายคนมาร่วมลงทุนด้วย ผู้ลงทุนอาจเป็นผู้ลงทุนรายย่อยในธุรกิจนั้นๆ เช่น ธุรกิจ หรือโครงการนั้นๆ อาจจะต้องลงทุน 5 ล้านเหรียญ แต่เราต้องการลงทุนแค่ 500,000 เหรียญ ซึ่งก็เพียงพอต่อการขอกรีนการ์ดแล้ว โครงการก็สามารถให้นักลงทุนอื่นมาร่วมลงทุนได้ในแต่ละปีอเมริกาจะมีโควตาให้นักลงทุน10,000 คน ในจำนวนนั้น 5,000 คนจะเก็บไว้ให้นักลงทุนใน "Regional Center" ที่อเมริกาอนุมัติ ปัจจุบัน ยังไม่มีการขอเกินโควตา ผู้ที่เหมาะกับการขอกรีนการ์ดแบบนี้คือ ใครก็ได้ที่ต้องการส่งลูกไปเรียน ไปเกษียณวีซ่านี้เปิดโอกาสให้ทำงาน หรือทำอะไรก็ได้ในอเมริกา สำหรับ คนที่ไม่ต้องการทำงานในอเมริกา เพียงต้องการกรีนการ์ด วิธีนี้จะถูกที่สุด และยังสามารถกลับมาอยู่ทำงานในประเทศบ้านเราได้ แต่ข้อเสียคือ เราอาจจะต้องเสียภาษี 2 ประเทศเอกสาร ที่ต้องใช้ก็มีหลักฐานการเงิน ที่มาของเงิน ภาษีย้อนหลัง 5 ปี หลักฐานธนาคาร 5 ปี หลักฐานการเป็นเจ้าของบริษัท โดยจะใช้เวลา 9-15 เดือนขั้น ตอนการขอเริ่มจากการส่งใบสมัครเข้าไปเพื่อให้ INS ดูว่าที่มาของเงินโปร่งใสไหม หลังจากนั้น ถ้าท่านอยู่ในอเมริกาอยู่แล้ว ก็ไปทำเรื่องขอเปลี่ยนสภาพ เป็น Permanent Residence ถ้าท่านอยู่นอกประเทศก็ต้องรอการแจ้งจากสถานทูตในประเทศที่ท่านอยู่ เพื่อรอสัมภาษณ์ เพื่อดูว่าท่านไม่มีประวัติทางอาชญากรรม หรือเป็นโรคติดต่อร้ายแรง หลังจากนั้น จะได้รับหลักฐานสำหรับเดินทาง และกรีนการ์ดชั่วคราว ซึ่งท่านต้องเข้าประเทศอเมริกาภายใน 6 เดือน หลังจากนั้นอีก 2 ปี ก็ดำเนินการเปลี่ยนกรีนการ์ดชั่วคราวเป็นกรีนการ์ดถาวรได้หลัง จากนั้น หากเรามีรายได้ เราต้องเสียภาษีรายได้ อาจจะกลายเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อนทั้ง 2 ประเทศก็เป็นได้ ถ้าท่านได้กรีนการ์ดและไปทำงานในประเทศอื่นสรุป ว่าถ้าท่านต้องการทำงาน เกษียณที่ไหนก็ตามในอเมริกา และท่านมีเงิน 500,000เหรียญ ที่จะมาทิ้งไว้ลงทุน 5 ปี การขอกรีนการ์ดแบบนี้ดีที่สุด มีนักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกมาลงทุนในโครงการนี้ และได้กรีนการ์ดไปแล้วจุด ประสงค์หนึ่งคือ รัฐบาลต้องการให้มีการจ้างงาน 10 ตำแหน่งต่อนักลงทุน 1 คน เพื่อเป็นการตอบแทนนักลงทุน รัฐบาลก็ให้กรีนการ์ดแก่นักลงทุน และครอบครัวที่รวมถึงภรรยา และลูกที่อายุไม่เกิน 21 ปี และสามารถขอเปลี่ยนสัญชาติเป็นชาวอเมริกันได้ในเวลาต่อมามี การลงทุนหลายอย่างที่สามารถขอกรีนการ์ดจาก EB 5 นี้ได้ เช่น โรงแรม สถานที่ดูแลคนแก่ สถานที่หย่อนใจ สำนักงาน สถานที่ประกอบเกษตรกรรม ธุรกิจภาพยนตร์ รีสอร์ท และอื่นๆ อีกหลายอย่างเรื่อง เสี่ยงคือ การที่ต้องเช็กว่าผู้บริหารโครงการนั้นๆ เชื่อถือได้ไหม ผลงานที่ผ่านมาโครงการทำไรไหม มีผลตอบแทนจากการลงทุนมากพอไหม เพื่อไม่ให้ต้องสูญเงินไป 500,000 เหรียญ โดยบริษัทที่ต้มตุ๋น เราต้องเช็กว่าโครงการที่จะให้ลงทุนนั้นดำเนินการมานานแค่ไหน และมีนักลงทุนกี่คนได้รับกรีนการ์ดจากโครงการของบริษัทนั้นๆ อาจจะต้องไปดูโครงการนั้นๆ สักครั้งผลตอบแทนจากการลงทุนนั้น โครงการไม่ได้รับอนุญาตให้รับประกันได้ คือห้ามบอกลูกค้าว่ารับรองว่าต้องได้ผลตอบแทนเท่านั้นเท่านี้ ต้องบอกลูกค้าว่าแล้วแต่ความเสี่ยง แต่เงินลงทุนสามารถคืนได้ในเวลา 5 ปีวัน ที่ 14 กรกฎาคมนี้ ดิฉันจะไปจัดสัมมนาเรื่องนี้ที่ศูนย์สิริกิติ์ โดยเชิญทนายจากเบเวอรี่ฮิลล์ บินไปตอบคำถามอย่างละเอียด ท่านที่มีญาติพี่น้องที่ต้องการได้กรีนการ์ด และพร้อมที่จะปล่อยเงิน 500,000 เหรียญ ไว้เฉยๆ ติดต่อมาเลยค่ะ nayada21@hotmail.com ค่าฟัง 500 บาทค่ะDHS Establishes Interim Relief for Widow of U.S. Citizens ใน วันที่ 9 เดือนมิถุนายน 2009 เลขาธิการหน่วยงานความมั่นคงของประเทศ หรือหน่วยงาน The U.S. Department of Homeland Security (DHS) เจแนท นาโปลิเทโน ได้กล่าวถึงเรื่องของบุคคลที่เป็นหม้าย ที่คู่สมรสของตนที่เป็นอเมริกันซิติเซ่นนั้นได้ถึงแก่กรรมลง และอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาน้อยกว่า 2 ปี รวมไปถึงบุตรที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี (ยังไม่ได้สมรส) จะได้รับการผ่อนปรนให้อยู่ในประเทศสหรัฐต่อไปได้ โดยทั้งนี้มีการอ้างถึงคดีที่ชั้นศาลในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีการฟ้องร้องหน่วยงานความมั่นคงของประเทศ หรือ DHS เกี่ยวกับเรื่องข้างต้นนี้ โดยทั้งนี้ศาลแคลิฟอร์เนียเห็นว่า ผู้ที่เป็นบุคคลหม้ายโดยที่คู่สมรสถึงแก่กรรมนี้ มีสิทธิ์จะได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากเป็นญาติลำดับต้นที่สามารถทำเรื่องการปรับเปลี่ยนสถานภาพ หรือการยื่นกรีนการ์ดได้ทันที ถึงแม้ว่าผู้ที่เป็น Petitioner หรือคู่สมรสที่เป็นอเมริกันซิติเซ่นจะถึงแก่กรรมไปแล้ว การออกกฎหมายของทาง DHS นี้ จะมีผลโดยตรงต่อผู้สมัครทำเรื่องทั่วประเทศนาง เจแนท กล่าวว่า นโยบายอิมมิเกรชั่นที่ฉลาด และแยบยลนั้น รวมกับความสมดุลของการใช้ข้อบังคับต่างๆ ด้วยตรรกะความคิดแบบง่ายๆ จะช่วยแก้ปัญหาในเชิงปฏิบัติ เกี่ยวกับเรื่องที่ซับซ้อนหรือปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ได้เลขาธิการ คนดังกล่าวมองว่า ประเทศสหรัฐฯ ควรจะมีการเปิดโอกาสให้บุคคลที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัวเหล่านี้ได้อาศัย อยู่ในประเทศต่อไป และมีการปรับเปลี่ยนสถานภาพอย่างถูกต้อง มิเช่นนั้นแล้ว เขาเหล่านั้นในท้ายที่สุดก็จะต้องถูกส่งตัวกลับไป หรือไม่ได้รับสิทธิที่จะอยู่ในประเทศตามกฎหมาย ทั้งที่พวกเขาเหล่านั้นมีสิทธิ์ แต่เพียงเพราะว่าคู่สมรส(อเมริกันซิติเซ่น) ได้ถึงแก่กรรมลงไป จึงไม่สามารถสปอนเซอร์ครอบครัว ในการขอยื่นกรีนการ์ดตามหลักกฎหมายอิมมิเกรชั่นได้นั่นเอง (กฎของของอิมมิเกรชั่นจะต้องมี Petitioner-ผู้ยื่นคำร้อง)นอก จากนี้ ทางหน่วยงาน ICE หรือ U.S. Immigration and Customs Enforcement จะประวิงเวลาออกไปในเรื่องของการจัดส่งตัวกลับประเทศ หรือกระบวนการขั้นสุดท้ายของการส่งตัวกลับของผู้ที่เป็นหม้าย และลูกๆ ที่เกิดจากอเมริกันซิติเซ่นและเสียชีวิตไป และในส่วนของทางอิมมิเกรชั่นเองนั้นจะพิจารณาเป็นพิเศษ ในเรื่องของการเห็นแก่มนุษยธรรม สำหรับผู้ที่เคยยื่นเรื่องการขอกรีนการ์ด และเรื่องผ่านความเห็นชอบไปแล้ว แต่มาถูกยกเลิกไปเนื่องมาจากช่องโหว่ของกฎหมายอิมมิเกรชั่นที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม ทาง DHS เองจะออกคู่มือ หรือหนังสือแก่ประชาชนให้รับทราบข้อมูล และขั้นตอนการยื่นเรื่อง เพื่อที่จะช่วยบรรเทาปัญหาข้างต้นในเร็วๆ นี้การ ชะลอหรือการประวิงเวลาการพิจารณาส่งตัวกลับของปัจเจกบุคคล หรือทั้งครอบครัวนี้เป็นการแค่ชะลอการฟ้องร้องในขั้นศาล และจะเป็นไปในช่วงเวลาหนึ่งๆ เท่านั้น ยังไม่ได้มีผลบังคับอย่างถาวรแต่อย่างใด ดังนั้น จึงไม่ได้หมายความว่า สถานภาพของบุคคลเหล่านี้ ที่ถูกดำเนินการอยู่ในขั้นโดนกักตัวเตรียมส่งกลับประเทศ (removal proceeding) จะได้รับสถานภาพที่ถูกกฎหมายแล้วแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ดี ผู้ที่ได้รับการชะลอเรื่องดังกล่าวนี้จะสามารถยื่นเรื่องขอใบทำงานได้ ถ้าเขาเหล่านั้นได้แสดงให้เห็นว่า ตนเองหรือครอบครัวนั้น มีความจำเป็นในการอยู่รอด หรือความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจขณะ ที่เลขาธิการเจแนทได้เตรียมการจัดการเกี่ยวกับร่างกฎหมาย เกี่ยวกับครอบครัวของอเมริกันซิติเซ่นที่เสียชีวิตนี้ ฝ่ายบริหารในรัฐบาล ควรจะแก้ไขนิยามตามกฎหมายอิมมิเกรชั่นของคำว่า ญาติลำดับต้น/ญาติลำดับแรก เสียใหม่ (immediate relatives) หรือที่พูดกันทั่วไปคือ เป็นญาติของอเมริกันซิติเซ่น ที่สามารถทำเรื่องปรับเปลี่ยนสถานภาพได้ทันที ดังนั้น บุคคลที่เป็นหม้ายและลูกๆ ที่บิดามารดาเสียชีวิตไป ควรจะได้รับการยินยอมให้มีสถานภาพที่ถูกกฎหมาย และสามารถอาศัยและดำรงชีวิตอยู่ในประเทศต่อไปได้ตลอดไป
========================================================
รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโอบาม่าได้ออกมากล่าวย้ำอีกครั้ง ถึงความตั้งใจที่จะทำการปฏิรูประบบอิมมิเกรชั่นครั้งยิ่งใหญ่ในปีนี้ โดยมีโฆษกประจำรัฐบาล นายเพโลซี่ (Pelosi) และวุฒิสภานายรีท (Reid) ที่มีท่าทีในการสนับสนุนกับนโยบายนี้ด้วยเช่นกัน ทางทำเนียบขาวได้แสดงท่าทีที่ชัดเจนต่อการที่นายโอบาม่าจะแก้ไขในเรื่องดังกล่าวตามที่เขาได้เคยสัญญาเอาไว้ว่า จะทำการปรับเปลี่ยนแปลงระบบอิมมิเกรชั่นทั้งระบบเสียใหม่ ในปีนี้รัฐบาลมีเรื่องที่จะต้องแก้ปัญหาอยู่หลายเรื่องด้วยกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ แก้ไขระบบอิมมิเกรชั่น และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นัยยะสำคัญของการปรับเปลี่ยนสถานภาพให้ถูกกฎหมาย หรือ Legalization นั้นก็คือ ควรจะมีการเปิดโอกาสให้ผู้คนที่ทำงานหนัก ซื่อสัตย์สุจริต สามารถปรับเปลี่ยนสถานภาพของตัวเองเป็นบุคคลที่ถูกกฎหมายในประเทศของเราต่อไปได้ทำเนียบขาวได้กล่าวไว้ว่าเนื้อหาหลักในการปฏิรูประบบอิมมิเกรชั่นที่กำลังจะกลายเป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้นี้ จะสามารถช่วยเหลือบุคคลที่ไม่มีใบจำนวนกว่า 12 ล้านคนภายในประเทศให้มีสถานภาพ และดำรงชีวิตอย่างถูกฎหมายได้ ถ้ามีการออกแบบจัดรูปแบบโปรแกรม Legalization ได้ดีจะสามารถช่วยจัดระเบียบสังคม ทำให้สังคมกลายเป็นสังคมที่มีคนถูกกฎหมายดำรงอาศัยอยู่ และทำงาน เป็นการสร้างความเรียบร้อยไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในสังคมได้อีกทางหนึ่ง
นอกจากนี้แล้ว บุคคลทั่วไปจะต้องพยายามทำความเข้าใจว่า การทำการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของประชาชน (Legalization) นั้น ไม่ใช่การเพิ่มแรงงานใหม่ให้กับประเทศ ที่ขณะนี้ประสบกับปัญหาอย่างหนักเกี่ยวกับการว่างงานอยู่แล้ว แต่ต้องเข้าใจว่ากฎหมายที่ออกมานั้น จะเข้ามาช่วยเหลือ และคุ้มครองลูกจ้างที่มีอยู่เดิมนั้นให้รอดพ้นจากการเอารัดเอาเปรียบของเจ้านาย หรือความไม่เป็นธรรมใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน เนื่องมาจากถ้าเขาเหล่านี้มีสถานภาพใดๆ ที่ถูกกฎหมายแล้ว เขาก็อาจจะได้รับโอกาสที่ดีกว่าเดิม กฎหมายต่างๆ ที่มีขึ้นนั้นเป็นการขจัดปัญหานายจ้างเอารัดเอาเปรียบลูกจ้าง ความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในระบบแรงงานของประเทศ และมีการออกบทลงโทษแก่นายจ้างที่ไม่สุจริตเหล่านี้อีกด้วย อีกทั้งจะมีการยกระดับเงินค่าจ้างขั้นต่ำแก่แรงงานทั้งหลาย แต่ตัวลูกจ้างเองนั้นจะต้องจ่ายภาษีให้แก่รัฐด้วยเช่นกัน
ผู้ที่ไม่มีใบที่ทำเรื่องปรับเปลี่ยนสถานภาพจำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติ หรือเกณฑ์ผ่านตามที่รัฐกำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็น จะต้องจ่ายภาษีให้แก่รัฐ จะต้องมีการเช็คประวัติย้อนหลังว่าเคยมีคดีใดๆ หรือไม่ จะต้องเรียนภาษาอังกฤษ และต้องจ่ายค่าปรับ
ในส่วนของการปฏิรูปในเรื่องนี้ ควรจะต้องมีการกำหนดว่า จุดใดของระบบบกพร่อง หรือเป็นตัวปัญหาที่ทำให้ระบบอิมมิเกรชั่นมีปัญหาอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ควรจะลดเวลาของการรอคอยสำหรับครอบครัวที่ทำการยื่นเรื่องให้กัน เนื่องจากเขาเหล่านั้นรอคอยอยู่นอกประเทศเป็นเวลานาน และต้องการจะมาพบเจอครอบครัว ถ้ามีการลดระยะเวลาการรอเรื่องลงจะทำให้ระบบมีความคล่องตัวมากขึ้น ไม่มีเคสสะสมอยู่มากมายอย่างเช่นในปัจจุบัน และลงลึกในรายละเอียดของกลไกการแก้ไขระบบอิมมิเกรชั่นนั้น จะต้องมีการเปลี่ยนนโยบาย และวิธีจากเดิมที่เน้นในเรื่องกระจายเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นตามจับคนเพื่อส่งตัวกลับประเทศ หรือไปแยกครอบครัวของคนอื่นๆ มาเป็นการสร้างกลไกที่ฉลาด หาเป้าหมายข้อผิดพลาดใดๆ ในระบบ มุ่งประเด็นตามจับผู้ที่จะก่อการร้าย หรือนำความไม่สงบให้ประเทศน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า นอกจากนี้แล้ว กฎหมายใหม่ควรจะมีเรื่องของการพิจารณาความต้องการของแรงงานที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจว่ามีขึ้นลงอย่างไร และให้มีการปรับเปลี่ยนไปตามความเป็นไปในขณะนั้น ไม่ใช่ว่ามีการตั้งเป้าว่าแต่ละปีจะมีโควตาจำนวนเท่านี้เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วมันสวนทางกับดีมานด์หรือความต้องการทางตลาดอย่างสิ้นเชิง
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องจริงจังกับการแก้ปัญหา ที่มีความยุ่งยากซับซ้อนในตัวระบบอิมมิเกรชั่นนี้ให้จงได้ การซ่อมแซมระบบก็เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ด้านสาธารณสุข และความมั่นคงของประเทศได้ในอีกนัยหนึ่ง เมื่อทางทำเนียบขาวส่งสัญญาณที่ดีต่อการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ เราทุกคนก็พร้อมที่จะสนับสนุนในความพยายามของรัฐบาล ที่จะไปสู่ความสำเร็จในการปฏิรูปทั้งองค์กรได้
*********************************
การปฏิรูปกฎหมายอิมมิเกรชั่น
เมื่อวันที่ 9 เมษา ที่ผ่านมา คณะรัฐบาลของโอบาม่าประกาศว่า ประธานาธิบดีโอบาม่าจะนำเรื่องการปฏิรูปกฎหมายอิมมิเกรชั่น หรือ คอมพรีเฮ็นซีฟ อิมมิเกรชั่น รีฟอร์ม (Comprehensive Immigration Reform) เรียกย่อๆว่า ซี ไอ อาร์ (CIR) ที่ค้างเติ่งมาตั้งแต่ปี 2006 เข้ามาถกในสภา คาดว่าอาจเร็วที่สุดเป็นเดือนพฤษภานี้ และอาจจะพยายามให้โหวดภายในปลายปีนี้ ครั้งล่าสุดที่มีการโหวดในสภาเกี่ยวกับการปฏิรูป ก.ม.อิมมิเกรชั่นคือสมัยบุช ในปี 2006 ซึ่งทางเซเนท ได้ผ่านร่าง พ.ร.บ. SB 2611 เมื่อเดือนพฤษภา 2006 แต่ไม่ผ่านคองเกรส เพราะมีหลายข้อที่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถสรุปได้ ส่วนที่สรุปได้คือด้านเอ็นฟอร์ซเม๊นท์ (enforcement) คือภาคปฏิบัติโดยปกป้องความปลอดภัยของประเทศโดยกันไม่ให้ อิลลีเกิ้ล เอเลี่ยน (illegal aliens) ลักลอบเข้าประเทศ โดยทางรัฐบาลผ่านงบให้สร้างกำแพงกั้นระหว่างเม็กซิโกกับอเมริกา และเพิ่มเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นตามด่านเพื่อจับคนลักลอบเข้าประเทศ แต่ในส่วนของการปฎิรูปด้านเอกสาร เช่นออกวีซ่าถาวรหรือใบทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายให้พวกอิลลีเกิ้ล เอเลี่ยน นั้นยังสรุปไม่ได้
หลังโอบาม่าเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โอบาม่าได้เปลี่ยนคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หมด รวมทั้งรัฐมนตรีกระทรวงการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ดีพาร์ทเม๊นท์ อ๊อฟ โฮมแลนด์ เซ็คคิวริตี้ (Department of Homeland Security) โอบาม่าแต่งตั้งผู้หญิงชื่อ แจเน็ท นาโพลิทาโน่ (Janet Napolitano) ซึ่งเป็นผู้ว่าหรือกัฟวันเน่อร์ (Governor) คนก่อนของรัฐอาริโซน่า เธอโพร(pro)ที่จะปฏิรูประบบอิมมิเกรชั่น ฉะนั้นถือเป็นนิมิตรดี
ตามข่าวแถลงจากทำเนียบขาวหรือ ไวท์เฮ๊าส์ (White House) การที่จะให้ใบเขียวเช่นสมัยให้ใบเขียวอภัยโทษแอมเน็สตี้ (สมัยประธานาธิบดีเรแก้น) คงไม่ออกมาในรูปนั้น แต่การปฏิรูปครั้งนี้จะช่วยให้คนที่ทำงานอย่างไม่ถูกกฎหมายหรือ อันด๊อคคิวเม๊นท์เท็ด เวิ้ร์คเค่อร์ส (undocumented workers) ได้อยู่ในอเมริกาอย่างถูกกฎหมาย โดยมีเงื่อนไขที่ว่าพวกเขาต้องจ่ายภาษี มีประวัติดี เรียนภาษาอังกฤษ และจ่ายค่าปรับ และในการปฏิรูปครั้งนี้ รัฐบาลจะต้องหาวิธีเคลียร์(clear)โควต้าที่ค้างเติ่งหรือ แบ๊คล็อก(backlog) ของใบเขียวครอบครัวที่ต้องรอคอยนานเป็นปีๆให้ได้ ซึ่งอันนี้เป็นผลให้ครอบครัวต้องแยกจากกันซึ่งไม่ดีต่อสถาบันครอบครัว
ดิฉันเชื่อว่าโอบาม่าทำได้ (Yes we can ฮั่นแน่ ต้องยืมสโลแกนของโอบาม่ามาใช้หน่อย) เพราะโอบาม่าพูดเก่งจริง ดิฉันเชื่อว่าเขาจะสามารถหว่านล้อมเสียงข้างมากในคองเกรสให้คล้อยตามเขาได้ ดูแล้วความหวังของโรบินฮู้ดน่าจะใกล้ความจริงเข้ามาแล้วนะคะ อดทนกันต่อไป ถ้ามีการปฏิรูปเมื่อไร ดิฉันจะเขียนลงคอลัมน์ทันที และจะรีบวิ่งไปขอร้องพี่อุษา (ที่เชิญให้ดิฉันไปพูดสัมนาวันที่ 3 พฤษภานี้) จัดให้ดิฉันไปสัมนาที่วัดป่าอีกเรื่องนี้
DREAM Act
ร่างกฎหมายดรีมแอ็กท์ (DREAM Act) เป็นอีกบิลหนึ่งที่ยังค้างอยู่ในสภา แต่ทั้งสองสภาได้ลงเสียงข้างมากผ่านไฟเขียวแล้ว แต่เนื่องจาก CIR ยังไม่ผ่าน บิลนี้ก็เลยยังติดร่างแหไปด้วย ก่อนหน้าสมัยบุชเคยมีการเคลื่อนไหวที่จะให้บิลนี้แยกผ่านออกมาก่อนโดยไม่ต้องคอย CIR แต่ไม่สำเร็จ ร่างกฎหมายดรีมแอ็กท์ เป็นกฎหมายอิมมิเกรชั่นที่จะช่วยเด็กที่เข้ามาอยู่ในอเมริกาตั้งแต่เล็ก เรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนจนจบไฮสกูล และไม่สามารถเข้าเรียนคอลเลจรัฐบาลได้ เนื่องจากตนอยู่อย่างผิดกฎหมาย หรือถ้าเข้าได้แต่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนสูงในฐานะเด็กต่างชาติ แทนที่จะจ่ายเท่ากับเด็กอเมริกันที่เกิดที่นี่ และสามารถแอ็พพลายได้ใบเขียวในที่สุด
คุณสมบัติเด็กภายใต้ ดรีมแอ็กท์
คุณสมบัติเด็กที่จะ ควอลิฟาย (qualify) ภายใต้ร่างกฎหมาย ดรีมแอ็กท์ (ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือรายละเอียดมากกว่านี้ ก่อนกฎหมายผ่าน) คือ
เด็กต้องจบไฮสกูลในอเมริกา ณ. วันที่ยื่นเรื่องภายใต้ ดรีมแอ็กท์ เข้ามาอเมริกาก่อนอายุ 16 ปี
ต้องอยู่ในอเมริกาต่อเนื่องมาอย่างน้อย 5 ปี ณ. วันที่กฎหมาย ดรีมแอ็กท์ ผ่าน
เด็กต้องมีความประพฤติดี และไม่มีคดีอาญาติดตัว
เด็กต้องอายุอย่างน้อย 12 ปี และต่ำกว่า 25 ปี ณ. วันที่ยื่นเรื่องภายใต้ ดรีมแอ็กท์
เด็กต้องเรียนจบไฮสกูลคือได้ประกาศนียบัตรหรือ ดิพโพลม่า (diploma) หรือเทียบเท่าหรือได้รับเข้าคอลเลจแล้ว
ใบเขียวเงื่อนไขภายใต้ดรีมแอ็กท์
ถ้าเด็กมีคุณสมบัติข้างต้นนี้ เด็กสามารถแอ็พพลายขอใบเขียวได้ แต่จะเป็นใบเขียวเงื่อนไขมีอายุ 6 ปี และหลังจาก 6 ปี จึงทำเรื่องยกเลิกเงื่อนไข ขอใบเขียวถาวรได้ คุณสมบัติคือ เด็กต้องมีความประพฤติดีและเรียนจบคอลเลจอย่างน้อยสุดสองปี (คือได้รับอนุปริญญา) หรือถ้าไม่เรียนหนังสือแต่ได้เข้ารับราชการทหารอย่างน้อยสองปีและออกมาด้วย honorable discharge กฎหมายฉบับนี้เมื่อผ่าน เด็กจะขอใบเขียวได้เร็ว เด็กสามารถทำงานได้
Human Right Organization Release Reports on Detention and Deportation of Individuals by DHS
ตามสถิติของทางอิมมิเกรชั่นในแต่ละปีนั้น จะมีจำนวนของผู้ที่อยู่ในระหว่างถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวในขั้นตอนการส่งตัวกลับประเทศของบุคคลต่างด้าวจำนวนกว่า 300,000 คน โดย Immigration Customs Enforcement (ICE) ได้รายงานว่า การกักตัวนี้จะมีระยะเวลาเฉลี่ยแล้วประมาณ 37 วัน แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีบุคคลต่างชาติ หรือบุคคลต่างด้าวประเภทอื่นๆ อย่างเช่น ผู้ที่จะขอลี้ภัยทางการเมืองนั้นจะถูกกักนานกว่านี้ อาจจะเป็นเดือนๆ หรืออาจจะเป็นปีก็มี เหตุผลของการกักตัวคือ การพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อรอดูว่า บุคคลเหล่านี้มีสิทธิ์ในการอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศ หรือโดนส่งตัวกลับประเทศสามารถกระทำได้หรือไม่
องค์การด้านสิทธิมนุษยชนสากลได้จับตามองปัญหาที่เกิดขึ้น ในเรื่องของการกักขังหน่วงเหนี่ยว และการทำเรื่องส่งตัวกลับประเทศต่อบุคคลต่างด้าวในประเทศสหรัฐอเมริกา และยังได้ออกเอกสารเรื่อง Forced Apart (by the number)
มีบุคคลที่ไม่ใช่สัญชาติอเมริกัน ถูกส่งตัวกลับประเทศเป็นจำนวนมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ โดยที่บุคคลเหล่านี้เอง ก็ไม่ได้กระทำความผิดขั้นร้ายแรงใดๆ อาทิเช่น การครอบครองยาเสพติดชนิดไม่ร้ายแรง การกระทำความผิดจราจร และ 1 ใน 5 ของผู้กระทำผิดลหุโทษเหล่านี้ที่โดนคุมตัว และส่งกลับประเทศทั้งที่เคยเดินทางเข้าประเทศอย่างถูกกฎหมายมาก่อน และอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐมานับหลาย 10 ปีก็ตาม
นอกจากนี้ หน่วยงาน Amnesty ได้ออกหนังสือหัวข้อเรื่อง Jailed without Justice : Immigration Detention in the USA. หรือการถูกจองจำ โดยไม่มีการพิพากษาในขั้นตอนกักตัวของชาวต่างด้าว ที่กำลังจะถูกส่งตัวกลับประเทศ ในรายงานได้เน้นไปที่เรื่องของสิ่งที่ขาดแคลน และเป็นปัญหาในระบบของการกักกัน อย่างเช่น ขาดแคลนเจ้าหน้าที่พิพากษาตรวจสอบเอกสาร กฎข้อบังคับของการกักกันตัวผู้ที่กระทำความผิดขั้นลหุโทษ มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการช่วยเหลือจากทางทนาย หรือผู้ช่วยทางกฎหมายที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนดำเนินเรื่อง รวมไปถึงขาดแคลนทรัพยากรด้านการแพทย์ และความล้มเหลวของประเทศสหรัฐเอง ที่ไม่สามารถรักษาระดับมาตรฐานมนุษยธรรมสากลได้ นอกจากนี้ วิธีการใช้ที่คล้องข้อเท้าสำหรับผู้โดนกักกันเหล่านี้ล้วนมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น โดยเฉลี่ยแล้ว $95 ต่อคน/ต่อวัน
และในรายงานยังกล่าวอีกว่า มีหลายฝ่ายได้ถกเถียงกันถึงกันปัญหาดังกล่าวนี้ โดยเนื้อหาหลักนั้นได้กล่าวติติงถึงการดำเนินงานทางกระทรวง Homeland Security ที่การทำงานไม่ได้เน้นในการดูแลรักษาความปลอดภัยจากอาชญากรรมต่างๆ ที่ร้ายแรง และมุ่งคุกคามความมั่นคงของประเทศ รวมไปถึงหน่วยงาน ICE ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ภาพรวมของการทำงานขององค์การเหล่านี้ ควรจะไปเน้นที่จุดของความปลอดภัย และความมั่นคงของประเทศเป็นหลัก เน้นไปที่จุดอาชญากรรมร้ายแรง หรือ สิ่งที่บั่นทอนความมั่นคงภายในประเทศ มากกว่าที่จะมาเน้นการจับกุมหรือกักกันบุคคลต่างด้าวเหล่านี้ โดยทั้งที่เขาเหล่านี้เอง ก็ไม่ได้ก่ออาชญากรรมอันใด หรือกระทำความผิดที่ร้ายแรง
การทำงานของ ICE นั้นได้จับกุมผู้ที่เป็นซิติเซ่นอเมริกันหลายสิบคนในรอบ 8 ปี และมีการตรวจสอบพิสูจน์ของหน่วยงาน Associated Press (AP) โดยหน่วยงานเองมีเอกสารอยู่ในมือจำนวนกว่า 55 เคส ส่วนใหญ่จะเป็นเคสของการที่ซิติเซ่นโดนกักกัน โดนส่งตัวกลับประเทศดั้งเดิม หรือการฟ้องร้องดำเนินคดีต่างๆ รวมไปถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย Freedom of Information ข้อมูลเพิ่มเติมได้รายงานว่า ระยะเวลาการกักกันคนเหล่านี้ มีทั้งจาก 1 วันถึง 5 ปี ซึ่งทนายความเกี่ยวกับอิมมิเกรชั่นในสหรัฐได้ประเมินว่า ตัวเลขในความเป็นจริงอาจจะมีตัวเลขที่สูงกว่ามาก มากกว่าตัวเลขในผลรายงานที่แสดงต่อสาธารณชนนั่นเอง
เป็นที่ทราบกันดีว่า องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนนั้นจะคอยติดตามจับตามอง และรายงานว่าประเทศใดมีการบิดเบือนด้านสิทธิมนุษยธรรม อย่างไรก็ตาม ทางองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนสากลได้จับตามองประเด็นต่างๆ ข้างต้นนี้ของประเทศสหรัฐ เนื่องจากเห็นว่า ระบบการดำเนินงานของหน่วยงานที่ดูแลบุคคลต่างด้าวนี้ มีแนวโน้มสูงที่จะละเมิดสิทธิมนุษยชนกับบุคคลต่างๆ นี้ ซึ่งมองว่าเป็นปัญหาหลักที่ทางประเทศสหรัฐจะต้องให้ความสนใจและดูแล ดังนั้น เป็นโอกาสอันดีที่ รัฐบาลโอบาม่า ควรจะแสดงท่าทีกับเรื่องอิมมิเกรชั่นนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขต่างๆ ของการดำเนินการส่งตัวกลับประเทศ หรือการกักกันบุคคลเหล่านั้น รวมไปถึงการผ่าปฏิรูประบบอิมมิเกรชั่นเสียใหม่ โดยทั้งนี้ ควรจะมีการให้โอกาสบุคคลผู้ไม่มีใบได้รับโอกาส ในการจะทำให้สถานภาพตนเองนั้น ถูกกฎหมายได้แทนการถูกขับออกนอกประเทศนั่นเอง การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะสามารช่วยลดค่าใช้จ่ายลง และยังช่วยรักษากฎของสิทธิมนุษย์ภายในประเทศ ตามที่เคยรณรงค์ให้แก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้กระทำ